หลังจากครั้งก่อนเราเคยแนะนำวิธีเลือกซื้อกล้องวงจรปิดไร้สายสำหรับใช้งานในบ้านไปแล้ว ว่าต้องดูอะไรบ้าง ทั้งความละเอียด การบันทึกภาพ แอปที่ใช้ ไปจนถึงฟีเจอร์ตรวจจับต่าง ๆ แต่สำหรับใครที่อ่านแล้วก็ยังเลือกไม่ถูก หรือไม่อยากนั่งเทียบสเปกให้ปวดหัว รอบนี้เราเลยขอจิ้มรุ่นที่น่าใช้มาให้เลยครับ
โดยเราได้คัดกล้องวงจรปิดมาให้ทั้งหมด 10 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นราคาประหยัดสำหรับติดไว้บันทึกภาพทั่วไป รุ่นที่ฟีเจอร์ครบและใช้งานง่าย ไปจนถึงกล้องภายนอกและรุ่นตัวท็อปที่ให้ภาพคมชัดเป็นพิเศษ แต่ละรุ่นเป็นตัวที่เรามองว่าสเปกดี ฟังก์ชันครบ ราคาสมเหตุสมผล และซื้อไปใช้งานได้ยาว ๆ จะมีรุ่นไหนเหมาะกับบ้านและงบของเราบ้าง ไปดูกันครับ

1. Dahua Hero A1 H3AE
สำหรับรุ่นแรก ขอยกให้ Dahua Hero A1 H3AE เลยครับ หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ Dahua จากกล้องวงจรปิดตามอาคาร ร้านค้า หรือสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นระบบกล้องชุดใหญ่ที่ต้องต่อกับเครื่องบันทึกแยก แต่จริง ๆ แล้ว Dahua ก็มีกล้องแบบ All-in-One ที่ติดตั้งง่ายและใช้งานผ่านแอปได้เหมือนกัน
รุ่นนี้เหมาะกับคนที่ต้องการกล้องราคาประหยัดสำหรับติดไว้ในบ้าน ร้านค้า หรือวางเฝ้าจุดสำคัญแบบตลอด 24 ชั่วโมง ได้ภาพความละเอียด 3MP และสามารถหมุนปรับมุมผ่านแอปได้ ทำให้ติดตั้งง่าย เพราะวางกล้องเสร็จแล้วก็เปิดแอปหมุนปรับมุมเอาได้เลย ไม่ต้องคอยขยับตัวกล้องให้เป๊ะตั้งแต่แรก
ส่วนข้อสังเกตคงเป็นเรื่องของแอปและ AI ที่ยังไม่เก่งเท่าแบรนด์อื่นที่เราหามาในบทความนี้ครับ ใครที่อยากได้กล้องราคาถูก งานดี ใช้งานพื้นฐานไว้ใจได้ ไม่ได้เน้นฟีเจอร์หวือหวาหรือ AI เยอะ ๆ เอาไว้บันทึกภาพแล้วค่อยเปิดดูย้อนหลังตอนเกิดเรื่อง รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์ครบ ในราคาที่ไม่แพงครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 3MP ระดับ 2K
- ตัวกล้องหมุนซ้าย–ขวาและก้ม–เงยผ่านแอปได้
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 256GB
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป DMSS
- มีอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพตอนกลางคืน
- ตรวจจับความเคลื่อนไหวและแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้
- เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคาร
- รองรับการบีบอัดภาพแบบ H.265 ช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
- ราคาโดยประมาณ 549 บาท
ตามไปตำ : Link
2. TP-Link Tapo C210
สำหรับใครที่อยากได้กล้องวงจรปิดคุณภาพดี ใช้งานไว้ใจได้ แอปทำงานดี และมีฟีเจอร์พื้นฐานครบ Tapo C210 เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจ ส่วนตัวก็ใช้รุ่นนี้ติดอยู่ที่บ้านเหมือนกัน ใช้งานมาหลายปีแล้วก็ยังทำงานได้ดี ตัวกล้องไม่พังและไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกให้กวนใจ
ตัวกล้องให้ภาพความละเอียด 3MP ระดับ 2K สามารถหมุนซ้าย-ขวาและก้ม-เงยผ่านแอปได้ มีทั้งระบบตรวจจับบุคคล ติดตามความเคลื่อนไหว แจ้งเตือนผ่านมือถือ และไมโครโฟนกับลำโพงสำหรับพูดคุยโต้ตอบ เหมาะสำหรับติดในบ้าน ร้านค้า ดูเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงได้หมด
จุดที่ชอบเป็นพิเศษคือแอป Tapo ทำออกมาใช้งานง่ายและค่อนข้างเสถียร ทั้งการเปิดดูภาพสด เลื่อนดูภาพย้อนหลัง ดาวน์โหลดคลิป หรือแชร์กล้องให้คนในครอบครัวก็ทำได้ไม่ซับซ้อน แม้อาจไม่ใช่รุ่นที่สเปกหวือหวาหรือให้ความละเอียดสูงที่สุด แต่ถ้ามองเรื่องคุณภาพโดยรวม ความทนทาน และประสบการณ์ใช้งานจริง รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ซื้อแล้วจบ และเป็นหนึ่งในรุ่นที่เราแนะนำมากที่สุดครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 3MP ระดับ 2K
- ตัวกล้องหมุนซ้าย-ขวาและก้ม-เงยผ่านแอปได้
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 512GB
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป Tapo
- มีอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพตอนกลางคืน
- ตรวจจับความเคลื่อนไหว บุคคล และเสียงเด็กร้อง พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- รองรับระบบติดตามความเคลื่อนไหว โดยกล้องจะหมุนตามวัตถุที่ตรวจพบ
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้
- มีโหมด Privacy Mode สำหรับหยุดบันทึกภาพชั่วคราว
- เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 2.4GHz เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคาร
- รองรับการบีบอัดภาพแบบ H.264
- รองรับ RTSP และ ONVIF สามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบบันทึกอื่นได้
- ราคา 699 บาท
3. Botslab C212
สำหรับใครที่อยากได้แบรนด์ทางเลือกนอกจาก Tapo และ Xiaomi แบรนด์อย่าง Botslab ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ และรุ่น Botslab C212 ก็ถือเป็นรุ่นเริ่มต้นที่ให้ฟีเจอร์มาค่อนข้างครบในราคายังไม่ถึงหลักพัน
ตัวกล้องให้ภาพความละเอียด 3MP ระดับ 2K สามารถหมุนดูรอบห้องได้ มีระบบตรวจจับบุคคลและติดตามความเคลื่อนไหว พร้อม Night Vision สำหรับดูภาพในเวลากลางคืน รวมถึงไมโครโฟนและลำโพงในตัวสำหรับพูดคุยโต้ตอบผ่านกล้อง
อีกจุดที่น่าสนใจคือรองรับทั้ง Wi-Fi และสาย LAN จึงเหมาะกับบ้านหรือร้านค้าที่สัญญาณ Wi-Fi บางจุดไม่ค่อยเสถียร สามารถเดินสายเพื่อให้การเชื่อมต่อนิ่งขึ้นได้ โดยรวมถือเป็นกล้องทางเลือกที่สเปกครบ ใช้งานได้ยืดหยุ่น และคุ้มกับราคาอีกหนึ่งรุ่นครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 3MP ระดับ 2K
- ตัวกล้องหมุนซ้าย–ขวาได้ 360 องศา และก้ม–เงยได้ 150 องศา
- รองรับการบันทึกลง MicroSD และ Cloud
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป Botslab
- มีอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพตอนกลางคืน ระยะประมาณ 10 เมตร
- ตรวจจับบุคคล ความเคลื่อนไหว และเสียงผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- รองรับระบบติดตามบุคคล โดยกล้องจะหมุนตามสิ่งที่ตรวจพบ
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้
- เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi 2.4GHz และรองรับสาย LAN
- ใช้งานร่วมกับ Amazon Alexa และ Google Assistant ได้
- เหมาะสำหรับติดตั้งภายในบ้าน ร้านค้า ดูเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยง
- ราคา 786 บาท
ตามไปตำ : Link
4. Xiaomi C301
สำหรับใครที่อยากได้กล้องวงจรปิดที่ฟีเจอร์ครบ ราคาไม่แรง Xiaomi Smart Camera C301 ก็เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจ เพราะได้ฟีเจอร์พื้นฐานที่ควรมีมาเกือบครบแล้ว ทั้งภาพความละเอียด 3MP ระดับ 2K ตัวกล้องหมุนดูรอบห้องได้ และสั่งปรับมุมผ่านแอปได้เหมือนกัน
จุดเด่นของรุ่นนี้คือใช้งานผ่านแอป Xiaomi Home จึงเหมาะกับคนที่มีเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ Smart Home ของ Xiaomi อยู่แล้ว เพราะสามารถเปิดดูและควบคุมทุกอย่างได้จากแอปเดียว ไม่ต้องติดตั้งแอปแยกเพิ่มให้วุ่นวาย
นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจจับบุคคล ติดตามความเคลื่อนไหว สนทนาโต้ตอบผ่านกล้องได้ และมีโหมดซ่อนเลนส์เข้าไปในตัวเครื่องเมื่อไม่ต้องการใช้งาน ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้อีกระดับ ใครที่อยากได้กล้องไว้ติดในบ้าน ดูเด็ก ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง หรือเปิดดูย้อนหลังเวลามีเหตุ รุ่นนี้ถือว่าให้ฟีเจอร์มาค่อนข้างครบและคุ้มกับราคาครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 3MP ระดับ 2K
- ตัวกล้องหมุนซ้าย-ขวาและก้ม-เงยผ่านแอปได้
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 256GB
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป Xiaomi Home
- มีอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพตอนกลางคืน
- ตรวจจับบุคคล ติดตามความเคลื่อนไหว และแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้
- มีระบบซ่อนเลนส์เข้าไปในตัวเครื่อง ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว
- เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เหมาะสำหรับติดตั้งภายในอาคาร
- รองรับการบีบอัดภาพแบบ H.265 ช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
- ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Xiaomi อื่น ๆ ผ่านแอป Xiaomi Home ได้
- ราคา 874 บาท
ตามไปตำ : Link
5. IMOU Ranger 2 Pro
สำหรับใครที่อยากได้กล้องภายในบ้านแบบครบเครื่องขึ้นมาอีกระดับ IMOU Ranger 2 Pro 5MP เป็นรุ่นที่น่าสนใจครับ เพราะได้ภาพความละเอียด 5MP ระดับ 3K ช่วยให้เห็นรายละเอียดต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเวลาซูมดูใบหน้าหรือเปิดภาพย้อนหลังตอนเกิดเหตุ
ตัวกล้องหมุนดูรอบห้องและติดตามสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวได้ พร้อมระบบตรวจจับคน สัตว์เลี้ยง และเสียงผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีไฟส่องสว่างในตัวสำหรับแสดงภาพสีตอนกลางคืน ทำให้เห็นรายละเอียดของเสื้อผ้าหรือสีสิ่งของได้ดีกว่ากล้องที่มีเฉพาะภาพอินฟราเรดขาวดำ
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกอย่างคือปุ่ม One-Touch Call บนตัวกล้อง คนที่อยู่บ้านสามารถกดปุ่มเพื่อโทรเข้ามายังแอปได้ทันที เหมาะมากสำหรับติดไว้ดูเด็ก ผู้สูงอายุ หรือใช้สื่อสารกับคนในบ้านโดยไม่ต้องมีโทรศัพท์อยู่ใกล้ ๆ ตัวกล้องยังรองรับทั้ง Wi-Fi และสาย LAN ช่วยให้เลือกติดตั้งได้ยืดหยุ่นกว่า โดยรวมเหมาะกับคนที่ยอมเพิ่มงบจากกล้องรุ่นเริ่มต้น เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดขึ้น ระบบกลางคืนที่ดีขึ้น และฟีเจอร์สำหรับสื่อสารกับคนในบ้านที่ครบกว่าครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 5MP ระดับ 3K
- ตัวกล้องหมุนซ้าย–ขวาได้ 355 องศา และก้ม–เงยได้
- ตรวจจับบุคคล สัตว์เลี้ยง และเสียงผิดปกติ
- รองรับ Smart Tracking หมุนติดตามสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว
- ตั้งให้กล้องหมุนตรวจตรารอบห้องหรือวนดูเฉพาะจุดสำคัญได้
- มีไฟส่องสว่างในตัว รองรับภาพสีในเวลากลางคืน
- มีปุ่ม One-Touch Call สำหรับโทรจากตัวกล้องไปยังแอป
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้
- มีโหมด Privacy Mode สำหรับซ่อนเลนส์เมื่อไม่ต้องการใช้งาน
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป Imou Life
- รองรับ Wi-Fi 6 แบบ Dual-Band ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz
- มีพอร์ต LAN สำหรับจุดที่ต้องการการเชื่อมต่อเสถียร
- ใช้พอร์ต USB-C สำหรับจ่ายไฟ
- รองรับการบีบอัดวิดีโอแบบ H.265
- รองรับ MicroSD, เครื่องบันทึก NVR และ Cloud
- ราคาโดยประมาณ 959 บาท
ตามไปตำ : Link
6. IMILAB C22
สำหรับใครที่รู้สึกว่ากล้องความละเอียด 3MP ยังไม่คมพอ และอยากขยับขึ้นมาเน้นรายละเอียดของภาพมากขึ้น IMILAB C22 ก็เป็นรุ่นที่น่าสนใจครับ เพราะได้กล้องความละเอียด 5MP ระดับ 3K ช่วยให้เห็นใบหน้า สิ่งของ หรือรายละเอียดเล็ก ๆ ในภาพได้ชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาซูมดูภาพย้อนหลัง
ตัวกล้องสามารถหมุนดูรอบห้องและติดตามบุคคลที่กำลังเคลื่อนไหวได้ พร้อมระบบตรวจจับคน ตรวจจับเสียงผิดปกติ และกำหนดพื้นที่แจ้งเตือนเพื่อลดการแจ้งเตือนมั่ว นอกจากนี้ยังรองรับภาพสีในพื้นที่ที่มีแสงน้อย เหมาะสำหรับติดในบ้าน ร้านค้า ใช้ดูเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงได้ครบ
จุดเด่นอีกอย่างคือรุ่นนี้รองรับ Wi-Fi 6 ช่วยให้การเปิดดูภาพสดความละเอียดสูงทำได้รวดเร็วและมีความหน่วงน้อยลง รวมถึงใช้งานผ่านแอป Xiaomi Home หรือ Mi Home ได้ เพราะอยู่ในเครือของ Xiaomi จึงเหมาะกับคนที่มีอุปกรณ์ Xiaomi อยู่แล้วและอยากควบคุมทุกอย่างจากแอปเดียว โดยรวมถือเป็นรุ่นที่เด่นเรื่องภาพชัด ฟีเจอร์ครบ และราคายังอยู่ในระดับไม่แรงจนเกินไปครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 5MP ระดับ 3K หรือ 2880 × 1620 พิกเซล
- ตัวกล้องหมุนซ้าย–ขวาได้ 360 องศา และก้ม–เงยได้ 115 องศา
- รองรับการซูมภาพแบบดิจิทัลสูงสุด 6 เท่า
- ตรวจจับบุคคลและหมุนติดตามบุคคลอัตโนมัติ
- ตรวจจับความเคลื่อนไหวและเสียงผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- สามารถกำหนดพื้นที่ตรวจจับ เพื่อลดการแจ้งเตือนจากจุดที่ไม่ต้องการ
- รองรับภาพสีในพื้นที่ที่มีแสงน้อย และมีอินฟราเรดสำหรับพื้นที่มืด
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบผ่านกล้องได้
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 256GB และรองรับการบันทึกต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- ดูภาพสดและย้อนหลังผ่านแอป Xiaomi Home หรือ Mi Home
- รองรับ Wi-Fi 6 บนคลื่น 2.4GHz
- ติดตั้งได้ทั้งแบบตั้งโต๊ะ ติดผนัง และติดกลับหัวบนเพดาน
- รองรับ Amazon Alexa และ Google Assistant
- มีให้เลือกทั้งตัวเครื่องสีขาวและสีดำ
- ราคาโดย 1,290 บาท
ตามไปตำ : Link
7. TP-Link Tapo C530WS
รุ่นถัดไปขอแนะนำสำหรับใครที่กำลังมองหากล้องไว้ติดนอกบ้าน ในจุดที่อาจต้องเจอทั้งแดด ฝน ฝุ่น และความชื้นเป็นประจำ เราแนะนำให้เลือกกล้องที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานภายนอกโดยตรงจะเหมาะกว่า เพราะถ้าเอากล้องภายในบ้านไปติดใช้งานแบบตากแดดตากฝน ต่อให้ช่วงแรกยังใช้งานได้ แต่ระยะยาวมีโอกาสพังเร็วขึ้นแน่นอน
โดยรุ่นที่เราเลือกคือ Tapo C530WS เรียกได้ว่าเป็นตัวตึงของกล้อง Outdoor จากค่าย Tapo ในตอนนี้ จุดเด่นคือได้ภาพความละเอียด 5MP ระดับ 3K ตัวกล้องหมุนดูพื้นที่รอบ ๆ ได้ มีภาพสีกลางคืน ระบบตรวจจับบุคคล รถยนต์ และสัตว์เลี้ยง พร้อมรองรับทั้ง Wi-Fi และสาย LAN รวมถึงมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP66 เหมาะสำหรับติดหน้าบ้าน โรงรถ ร้านค้า หรือทางเดินรอบบ้าน
สาเหตุที่เราเลือกรุ่นราคาสูงขึ้นมาหน่อย เพราะเมื่อเทียบกับรุ่นที่ถูกกว่า ราคาที่ประหยัดลงไปไม่ได้เยอะมาก แต่สเปกและคุณภาพของภาพกลับลดลงไปพอสมควร โดยเฉพาะความละเอียดและประสิทธิภาพตอนกลางคืน ซึ่งการติดกล้องภายนอกต้องเจอกับสภาพแสงที่ควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งแดดจัด ย้อนแสง แสงน้อย หรือความมืดในตอนกลางคืน ดังนั้นยอมเพิ่มงบแบบเจ็บแต่จบไปเลย จะช่วยให้ได้ภาพที่คมชัดและไว้ใจได้มากกว่าทั้งกลางวันและกลางคืนครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 5MP ระดับ 3K หรือ 2880 × 1620 พิกเซล
- ตัวกล้องหมุนครอบคลุมแนวนอน 360 องศา และแนวตั้งประมาณ 130 องศา
- รองรับ Motion Tracking และโหมดลาดตระเวนตามจุดที่กำหนด
- มีเซ็นเซอร์ Starlight และไฟสปอตไลต์ ช่วยให้เห็นภาพสีในเวลากลางคืน
- อินฟราเรดมองเห็นในความมืดได้ไกลประมาณ 30 เมตร
- ตรวจจับบุคคล รถยนต์ สัตว์เลี้ยง การข้ามเส้น และการงัดแงะ พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP66 เหมาะสำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร
- เชื่อมต่อได้ทั้ง Wi-Fi 2.4GHz และสาย LAN แต่ไม่รองรับ PoE
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 512GB และรองรับบริการ Cloud ผ่าน Tapo Care
- รองรับการบันทึกภาพต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบได้ พร้อมระบบลดเสียงรบกวน
- มีไซเรนและไฟสปอตไลต์สำหรับส่งสัญญาณเตือนหรือขับไล่ผู้บุกรุก
- รองรับ RTSP และ ONVIF สามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบบันทึกอื่นได้
- ดูภาพสดและย้อนหลัง ดาวน์โหลดคลิป และแชร์กล้องผ่านแอป Tapo
- ติดตั้งได้ทั้งบนผนัง เพดาน หรือเสา
- ราคา 1,819 บาท
ตามไปตำ : Link
8. Xiaomi CW500 Dual
สำหรับใครที่อยากได้กล้องภายนอกแบบดูได้พร้อมกัน 2 มุม หรือกังวลว่ากล้องจะหมุนตามคนแล้วพลาดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกฝั่ง ลองดู Xiaomi Outdoor Camera CW500 Dual รุ่นนี้ครับ เพราะติดตั้งกล้องมาให้ถึงสองตัวในเครื่องเดียว แบ่งเป็นเลนส์คงที่สำหรับเฝ้ามุมหลักตลอดเวลา และเลนส์ PTZ ที่หมุนไปดูพื้นที่รอบ ๆ ได้
จุดเด่นคือกล้องทั้งสองตัวทำงานเชื่อมโยงกันได้ เมื่อเลนส์คงที่ตรวจพบบุคคล เลนส์ PTZ สามารถหมุนตามคนที่กำลังเคลื่อนไหวให้อัตโนมัติ ทำให้เรายังมีภาพจากมุมหลักเก็บเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ได้ภาพติดตามเหตุการณ์จากอีกเลนส์ เหมาะกับการติดหน้าบ้าน ทางเข้ากับลานจอดรถ หรือร้านค้าที่ต้องการดูสองพื้นที่พร้อมกัน แต่ไม่อยากติดกล้องแยกถึงสองตัว
กล้องทั้งสองเลนส์ให้ความละเอียด 4MP ระดับ 2.5K พร้อมภาพสีกลางคืน ตรวจจับคนและรถยนต์ได้ ตัวเครื่องกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP66 และเชื่อมต่อได้ทั้ง Wi-Fi 6 แบบ 2.4GHz/5GHz รวมถึงสาย LAN โดยรวมถือเป็นรุ่นที่ราคาค่อนข้างสูง แต่แลกกับความครอบคลุมที่มากขึ้น และช่วยลดจุดบอดได้ดีกว่ากล้องเลนส์เดียวครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- กล้องสองเลนส์ แบ่งเป็นเลนส์คงที่ 1 ตัว และเลนส์ PTZ ที่หมุนปรับมุมได้ 1 ตัว
- กล้องทั้งสองตัวมีความละเอียด 4MP ระดับ 2.5K หรือ 2560 × 1440 พิกเซล
- เลนส์ PTZ หมุนซ้าย–ขวาได้ประมาณ 355 องศา ช่วยดูพื้นที่รอบกล้องได้กว้างขึ้น
- แสดงภาพจากกล้องสองตัวพร้อมกันผ่านแอป Xiaomi Home ได้
- รองรับการติดตามแบบเชื่อมโยง เมื่อเลนส์คงที่ตรวจพบบุคคล เลนส์ PTZ จะหมุนตามเป้าหมายให้อัตโนมัติ
- ตรวจจับบุคคล ยานพาหนะ และตั้งรั้วเสมือน พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- รองรับ Night Vision ทั้งภาพขาวดำและภาพสี โดยมีไฟอินฟราเรดและไฟสีขาวในตัว
- มีระบบเตือนด้วยเสียงและไฟกะพริบ สำหรับขับไล่ผู้บุกรุก
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว สนทนาโต้ตอบผ่านกล้องได้
- มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP66 เหมาะสำหรับติดตั้งภายนอกอาคาร
- รองรับ Wi-Fi 6 แบบ Dual-Band ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz
- มีพอร์ต LAN แบบ RJ45 สำหรับเชื่อมต่อเครือข่าย แต่ไม่รองรับ PoE
- ใส่ MicroSD ได้ตั้งแต่ 16GB ถึง 256GB พร้อมรองรับ NAS และ Xiaomi Cloud
- รองรับการบีบอัดวิดีโอแบบ H.265 ช่วยลดพื้นที่จัดเก็บและแบนด์วิดท์
- ใช้งานผ่านแอป Xiaomi Home และรองรับ Alexa กับ Google Home
- ราคา 2,259 บาท
ตามไปตำ : Link
9. TP-Link Tapo C260
ส่วนใครที่อยากได้กล้องตัวจบสำหรับติดภายในบ้าน เน้นภาพคมชัดที่สุดเท่าที่จะหาได้จากกล้องขนาดเล็ก ลองดู Tapo C260 รุ่นนี้ครับ เพราะให้ความละเอียดสูงถึง 8MP ระดับ 4K ช่วยให้เห็นรายละเอียดของใบหน้า สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะเวลาซูมดูภาพย้อนหลัง
นอกจากภาพที่คมขึ้นแล้ว ตัวกล้องยังหมุนดูได้รอบห้อง มีระบบติดตามความเคลื่อนไหว ตรวจจับคน สัตว์เลี้ยง รถยนต์ และเสียงเด็กร้อง รวมถึงฟีเจอร์จดจำใบหน้า ช่วยแยกได้ว่าเป็นคนในครอบครัวหรือบุคคลที่ไม่รู้จัก ลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นได้อีกระดับ
จุดเด่นอีกอย่างคือแอป Tapo ที่ใช้งานง่ายและค่อนข้างเสถียร ทั้งการเปิดดูภาพสด ดูย้อนหลัง ดาวน์โหลดคลิป หรือแชร์กล้องให้คนในบ้านก็ทำได้สะดวก พร้อมรองรับ Wi-Fi ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz รวมถึงใส่ MicroSD ได้สูงสุด 512GB ใครที่ยอมเพิ่มงบเพื่อเอาภาพ 4K ฟีเจอร์ครบ และประสบการณ์ใช้งานที่ไว้ใจได้ รุ่นนี้ถือเป็นตัวจบของกล้องภายในบ้านจาก Tapo ได้เลยครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- ความละเอียด 8MP ระดับ 4K หรือ 3840 × 2160 พิกเซล
- ใช้เซ็นเซอร์ Starlight ช่วยให้ภาพในพื้นที่แสงน้อยคมชัดขึ้น
- ตัวกล้องหมุนครอบคลุมแนวนอน 360 องศา และแนวตั้ง 116 องศา
- รองรับดิจิทัลซูมสูงสุด 18 เท่า เหมาะสำหรับซูมดูรายละเอียดจากภาพ 4K
- มีระบบจดจำใบหน้า แยกคนที่รู้จักและใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยได้
- ตรวจจับบุคคล สัตว์เลี้ยง ยานพาหนะ เสียงเด็กร้อง และเสียงผิดปกติต่าง ๆ
- รองรับ Smart Motion Tracking หมุนติดตามสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว
- มีอินฟราเรดสำหรับบันทึกภาพกลางคืน ระยะไกลประมาณ 12 เมตร
- มี Physical Privacy Mode พับเลนส์เข้าไปในตัวเครื่องเมื่อไม่ต้องการใช้งาน
- กำหนดพื้นที่ตรวจจับและพื้นที่ห้ามบันทึกภาพได้
- ใส่ MicroSD ได้สูงสุด 512GB และรองรับ Cloud ผ่าน Tapo Care
- รองรับ Wi-Fi ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz แต่ไม่มีพอร์ต LAN
- มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว พร้อมระบบลดเสียงรบกวนสำหรับสนทนาโต้ตอบ
- มีไซเรนและสัญญาณไฟสำหรับแจ้งเตือนหรือขับไล่ผู้บุกรุก
- รองรับ RTSP และ ONVIF สามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบบันทึกอื่นได้
- ราคา 1,870 บาท
ตามไปตำ : Link
10. Xiaomi C701 Pro
ปิดท้ายด้วยกล้องสองเลนส์พลังซูมโหดที่สุดในลิสต์อย่าง Xiaomi Smart Camera C701 Pro รุ่นนี้ให้เลนส์หลักมุมกว้างความละเอียด 8MP ระดับ 4K มาใช้ดูภาพรวมภายในห้อง พร้อมเลนส์ Telephoto ความละเอียด 5MP สำหรับซูมดูคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของที่อยู่ไกลได้ชัดขึ้น หลักการคล้ายกับกล้องบนมือถือที่มีทั้งเลนส์หลักและเลนส์ซูม โดยรองรับ Hybrid Zoom ได้สูงสุด 9 เท่า ไม่ได้พึ่งการครอปจากภาพของเลนส์หลักเพียงอย่างเดียวจนรายละเอียดแตกง่าย
รุ่นนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ภายในขนาดใหญ่ เช่น ห้องนั่งเล่น บ้านชั้นล่าง ร้านค้า ออฟฟิศ โชว์รูม หรือจุดที่ต้องติดกล้องไว้ค่อนข้างสูงและห่างจากพื้นที่ที่ต้องการเฝ้าดู เพราะสามารถเห็นภาพรวมได้กว้าง พร้อมซูมเข้าไปดูใบหน้า สิ่งของในมือ หรือดูว่าสัตว์เลี้ยงกำลังทำอะไรอยู่ได้ละเอียดกว่ากล้องเลนส์เดียว
นอกจากนี้ตัวกล้องยังหมุนติดตามเป้าหมายได้ รองรับภาพความละเอียด 4K, Wi-Fi 6 แบบ Dual-Band และบันทึกลง MicroSD ได้สูงสุด 256GB โดยรวมถือเป็นกล้องภายในบ้านระดับตัวจบสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงภาพคมชัด แต่ต้องการซูมดูรายละเอียดจากระยะไกลจริง ๆ แม้ราคาจะสูงกว่ากล้องทั่วไปพอสมควร แต่ถ้ามีพื้นที่กว้างและรู้ว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากเลนส์ Tele ตัวนี้ก็ถือว่าแตกต่างจากรุ่นอื่นอย่างชัดเจนครับ

สเปกและจุดเด่นคร่าว ๆ
- กล้องสองเลนส์ แบ่งเป็นเลนส์หลักมุมกว้าง 8MP และเลนส์ Telephoto 5MP
- ความละเอียดสูงสุด 4K Ultra HD หรือ 3840 × 2160 พิกเซล
- รองรับ Hybrid Zoom สูงสุด 9 เท่า ช่วยซูมดูรายละเอียดได้ชัดกว่าการครอปภาพจากเลนส์เดียว
- เลนส์หลักมุมกว้าง 127 องศา รูรับแสง F1.6
- ระบบซูมและติดตามเป้าหมายอัตโนมัติ ปรับระยะภาพตามขนาดและตำแหน่งของบุคคลหรือสัตว์เลี้ยง
- ตัวกล้องมองเห็นครอบคลุมแนวนอน 360 องศา และแนวตั้ง 180 องศา
- รองรับภาพสีในพื้นที่แสงน้อย พร้อมอินฟราเรด 940nm จำนวน 10 ดวง ซึ่งไม่มีแสงสีแดงรบกวนในเวลากลางคืน
- ตรวจจับบุคคล สัตว์เลี้ยง ความเคลื่อนไหว เสียงเด็กร้อง และเสียงผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนผ่านมือถือ
- กำหนดรั้วเสมือนหรือพื้นที่สำคัญ เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีคนเข้าหรือออกจากบริเวณที่ตั้งไว้
- รองรับการโทรด้วยท่าทาง เพียงทำสัญลักษณ์ “OK” หน้ากล้องเพื่อโทรไปยังมือถือที่เชื่อมต่อ
- มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและลำโพงในตัว สำหรับสนทนาโต้ตอบผ่านกล้อง
- มีระบบซ่อนเลนส์เข้าไปในตัวเครื่อง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวเมื่อไม่ต้องการใช้งาน
- รองรับ Wi-Fi 6 แบบ Dual-Band ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz
- รองรับการบีบอัดวิดีโอแบบ H.265 ช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
- ใส่ MicroSD ได้ตั้งแต่ 16GB ถึง 256GB พร้อมรองรับ Cloud และการสำรองข้อมูลไปยัง NAS
- มีชิปรักษาความปลอดภัย MJA1 และประมวลผล AI ภายในตัวกล้อง
- ใช้พอร์ต USB-C สำหรับจ่ายไฟ 5V/2A และต้องเสียบไฟตลอดเวลา
- ออกแบบสำหรับติดตั้งภายในอาคาร ไม่กันน้ำและฝุ่น
- ราคา 3,899 บาท
ตามไปตำ : Link

อย่างไรก็ตาม หลังจากเลือกกล้องรุ่นที่ถูกใจได้แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและต้องเลือกให้เหมาะสมก็คือ MicroSD Card ที่จะนำมาใช้บันทึกภาพครับ
สำหรับกล้องวงจรปิดทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องเน้นค่าความเร็วอ่าน–เขียนสูงมากเหมือนการ์ดสำหรับกล้องถ่ายวิดีโอหรือกล้องแอ็กชัน แต่ถ้าเป็นกล้องความละเอียดสูงอย่าง 3K หรือ 4K ซึ่งมีขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้น ก็ควรเลือกการ์ดที่มีความเร็วรองรับได้เหมาะสม เพื่อให้บันทึกภาพได้ต่อเนื่องและไม่เกิดอาการกระตุก

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าความเร็วคือ ความทนทาน เพราะ MicroSD ในกล้องวงจรปิดต้องถูกเขียนข้อมูลซ้ำไปมาตลอด 24 ชั่วโมง จึงควรเลือกรุ่นประเภท High Endurance หรือรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับกล้องวงจรปิดและกล้องติดรถยนต์โดยเฉพาะ แม้ราคาจะแพงกว่าการ์ดทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ทนต่อการเขียนข้อมูลต่อเนื่องและมีโอกาสเสียหายน้อยกว่า
ส่วนความจุ แนะนำให้เลือกขนาดที่สามารถเก็บภาพย้อนหลังได้อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพื่อให้มีเวลาย้อนกลับไปตรวจสอบเมื่อเกิดเหตุ หากมีงบมากกว่านี้จะขยับไปใช้ความจุสูงขึ้นเพื่อเก็บภาพได้นานกว่าเดิมก็ได้ แต่ในช่วงที่ราคาหน่วยความจำปรับสูงขึ้นพอสมควร ก็คงต้องเลือกตามงบที่ไหว ดูจากความจำเป็นในการใช้งานจริงเป็นหลัก และระวังของปลอมกันด้วยนะครับ

Comment