มีรายงานจากองค์กร US PIRG Education Fund ออกมาในหัวข้อ Failing the Fix 2026 ซึ่งเป็นการประเมินความสามารถในการซ่อมของอุปกรณ์ไอทีทั้งโน้ตบุ๊กและสมาร์ทโฟน โดยฝั่งโน้ตบุ๊กผลลัพธ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก Apple ยังคงรั้งอันดับท้ายสุด ขณะที่ ASUS ทำคะแนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนฝั่งสมาร์ทโฟนก็มีแนวโน้มคล้ายกัน โดย Apple ยังคงได้คะแนนต่ำสุดเช่นกัน ภายใต้เกณฑ์ใหม่ สะท้อนข้อจำกัดด้านการออกแบบ การเข้าถึงอะไหล่ และเงื่อนไขซอฟต์แวร์ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการซ่อมในปัจจุบัน
จากการประเมินโน้ตบุ๊กแบรนด์ยอดนิยมในตลาด พบว่า ASUS ได้คะแนนสูงสุดที่ระดับ B+ ตามมาด้วย Acer ที่ระดับ B ส่วนกลุ่มกลางอย่าง HP, Dell, Samsung และ Microsoft ได้คะแนนเท่ากันที่ B- ขณะที่ Lenovo อยู่ในระดับ C และ Apple ตามมาท้ายสุดด้วยคะแนน C- ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ MacBook ได้คะแนนต่ำ มาจากแนวทางการออกแบบของ Apple ที่เน้นความบาง ความเรียบร้อย และความแข็งแรงของตัวเครื่องเป็นหลัก ส่งผลให้โครงสร้างภายในถูกออกแบบให้แกะได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้กาวยึดชิ้นส่วนจำนวนมาก การออกแบบแบตเตอรี่และคีย์บอร์ดที่ไม่เอื้อต่อการถอดเปลี่ยน รวมถึงการที่บางชิ้นส่วนถูกเชื่อมกับเมนบอร์ดโดยตรง
ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ใช้งานในระยะยาว เมื่อเครื่องเกิดปัญหา การซ่อมมักต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ใช้เวลาในการดำเนินการมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ ในหลายกรณี ความเสียหายเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การเปลี่ยนอะไหล่ทั้งชุด ทำให้ผู้ใช้ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

รายงานยังให้ความสำคัญกับ “ความง่ายในการแกะเครื่อง” หรือ disassembly เป็นพิเศษ เนื่องจากสะท้อนการซ่อมในสถานการณ์จริงได้ชัดเจนที่สุด ยิ่งอุปกรณ์ถูกออกแบบให้เปิดและเข้าถึงชิ้นส่วนภายในได้ง่าย ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการซ่อม ลดต้นทุน และยืดอายุการใช้งานได้มากขึ้น
นอกจากนี้ แม้ในภาพรวมตลาดโน้ตบุ๊กจะมีข้อมูลด้านการซ่อมเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องอะไหล่ เอกสาร และเครื่องมือ แต่ความก้าวหน้าในด้านการออกแบบให้ “ซ่อมง่าย” ยังถือว่าค่อนข้างช้า ทำให้คะแนนของหลายแบรนด์แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน

อีกมุมหนึ่ง รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการซ่อมไม่ได้เป็นแค่เรื่องของดีไซน์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับนโยบายของผู้ผลิต เช่น การเข้าถึงอะไหล่ หรือการสนับสนุนข้อมูลการซ่อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อผู้ใช้ปลายทางโดยตรง
ในฝั่งสมาร์ทโฟน รายงานปี 2026 ได้เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้ระบบ EPREL ซึ่งเป็นดัชนีที่ออกแบบมาเพื่อประเมิน “ความสามารถในการซ่อม” โดยเฉพาะ ทำให้ผลลัพธ์สะท้อนการใช้งานจริงมากขึ้น โดย Motorola ทำคะแนนได้สูงสุดที่ระดับ B+ ตามมาด้วย Google ที่ C- ขณะที่ Samsung อยู่ในระดับ D และ Apple ได้คะแนนต่ำสุดที่ D-

ปัจจัยที่ใช้ในการประเมินครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความง่ายในการถอดเครื่อง จำนวนขั้นตอนในการเข้าถึงชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ การใช้เครื่องมือมาตรฐานหรือเครื่องมือเฉพาะ ความพร้อมของอะไหล่ ระยะเวลาการอัปเดตซอฟต์แวร์ และการเข้าถึงข้อมูลการซ่อม ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อประสบการณ์ซ่อมจริงของผู้ใช้และช่างอิสระ
รายงานชี้ว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของสมาร์ทโฟนยุคใหม่คือ “parts pairing” หรือการผูกชิ้นส่วนเข้ากับตัวเครื่องผ่านซอฟต์แวร์ ทำให้การเปลี่ยนอะไหล่โดยบุคคลภายนอกอาจทำให้ฟีเจอร์บางอย่างใช้งานไม่ได้ หรือขึ้นแจ้งเตือน ส่งผลให้การซ่อมมีข้อจำกัดมากขึ้น แม้ Apple จะเริ่มผ่อนคลายในบางส่วน เช่น การเปิดให้ใช้อะไหล่แท้มือสอง และเพิ่มเครื่องมืออย่าง Repair Assistant เข้ามาช่วย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลายจุด

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือเรื่อง “อายุซอฟต์แวร์” ซึ่งกลายเป็นตัวกำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์โดยตรง เพราะเมื่อหยุดอัปเดตด้านความปลอดภัย อุปกรณ์จะไม่เหมาะกับการใช้งานต่อ แม้ฮาร์ดแวร์ยังทำงานได้ดีอยู่ก็ตาม
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้สมาร์ทโฟนจะพัฒนาไปไกลในด้านประสิทธิภาพและฟีเจอร์ แต่ในมุมของการซ่อมและการยืดอายุการใช้งาน ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความยั่งยืนมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการใช้งานระยะยาวมากขึ้น “ความสามารถในการซ่อม” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊ก ไม่แพ้สเปกหรือดีไซน์ เพราะอุปกรณ์ที่ซ่อมได้ง่าย ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังยืดอายุการใช้งาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว
ที่มา : arstechnica US PIRG

Comment