เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผมเห็นโซเชียลแชร์เว็บๆ นึง ที่เขาให้เราเข้าไปใส่ว่าในแต่ละเดือนเราสมัครบริการ Subscription อะไรบ้าง นั่นคือ เว็บ Visualize เครื่องมือช่วยคำนวณและแสดงภาพรวมค่าใช้จ่ายรายเดือน / รายปีจากบริการ Subscription ที่เราสมัครไว้

ที่น่าสนใจคือหลายๆคนตกใจ(ผมเองก็ตกใจ) เดือนๆ นึงเราเสียเงินให้ Subscription มากขนาดนี้เลยหรอ  วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาคุยกันว่าในปัจจุบันนี้ เราจ่าย Subscription มากไปหรือไม่ และมีวิธีลดรายจ่าย

สถิติรายจ่าย Subscription ปี 2025

ก่อนอื่นผมอยากพาทุกคนมาดูภาพรวมของผู้ใช้บริการ Subscription ว่าในแต่ละเดือนใช้จ่ายกันอยู่เท่าไหร่ อย่างเช่นสถิติโลกในปี 2025 นี้ดู เราจะพบตัวเลขที่น่าสนใจครับ โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาที่มีการเก็บสถิติชัดเจน ผลสำรวจล่าสุดจาก CNET ระบุตัวเลขไว้ดังนี้ครับ


ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายค่าสมาชิกเฉลี่ยสูงถึง $90/เดือน (ประมาณ 2,785 กว่าบาท/เดือน) โดยประมาณ $17 ต่อเดือน (ราว 529 บาท) นั้น  เสียไปฟรีๆ กับบริการที่ ไม่ได้ใช้งานเลย


ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกจึ๊กในใจ ก็ไม่ต้องแปลกใจครับ ผมก็เป็น (ฮาฮ่า) เอาจริงพอมาลองนั่งดูรายจ่าย Subscription ต่อเดือนก็ถือว่ามากเหมือนกัน คำนวนไวๆ แค่ Streaming + AI ผมก็จ่ายตกเดือนละพันกว่าบาทเลยนะเนี่ย (แอบตกใจไม่น้อย)

แล้วทำไมเรายังยอมจ่าย Subscription แม้ไม่ค่อยได้ใช้

คำถามนี้คงเกิดขึ้น หลังทุกคนดูรายจ่าย Subscription ในแต่ละเดือนแล้วเจอว่า แอปนี้ก็ไม่ค่อยได้ดู บริการนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้ แล้วทำไมไม่ยกเลิกล่ะ จริงๆ ก็อาจจะยกเลิกได้ แต่พอจะยกเลิก เราก็จะรู้สึกมีเหตุผลบางอย่างที่จะทำให้เรายอมจ่ายต่อ ไอความรู้สึกนี้แหละ ที่ทำให้เราไม่ยอมยกเลิกสักที ซึ่งมันมีเหตุผลรองรับนะครับ

1. ภาวะ “เสียดาย” เผลอจ่ายไป ก็ขอใช้ให้คุ้ม

บางทีเราอยากลองใช้ ก็สมัครใช้งานในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ลืมยกเลิกใช้บริการ ทำให้เผลอโดนตัดบัตรไปเรื่อยๆ ขึ้นเดือนมั้ยก็คิดเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว จึงพยายามใช้บริการต่อให้คุ้ม แม้ว่าจริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้อยากใช้มันขนาดนั้นก็ตาม สุดท้ายเลยปล่อยเลยตามเลย

ผมก็เจอปัญหานี้บ่อย แต่อยากแนะนำว่าบางทีเราขอ Refund กลับมาได้นะ หรือก็แนะนำให้กดยกเลิกได้ ตั้งแต่ยังไม่หมดอายุการใช้งาน สุดท้ายมันก็ตัดจบเองหลังหมดอายุ ไม่โดนหักเพิ่ม

2. ความกลัวที่จะสูญเสียโอกาส

ในทางจิตวิทยา มนุษย์เราเกลียดการ “เสียสิทธิ์” มากกว่าความรู้สึกดีใจที่ “ประหยัดเงิน” ได้ครับ เช่นเดียวกับผมที่สมัคร Disney+ ไว้ แต่ทั้งปีก็ดูแค่หนัง Marvel ไม่กี่เรื่อง

จริงอยู่ที่การกดยกเลิก Disney+ จะทำให้เราประหยัดเงิน 200 บาท แต่สมองเราตีความว่าเรากำลัง “สูญเสียโอกาส”  ในการเข้าถึงหนัง ซีรีส์มหาศาลที่มีใน Disney+

ความรู้สึกว่า “ถ้าวันนึงอยากดูขึ้นมาแล้วดูไม่ได้ล่ะ ?” คือความเจ็บปวดที่สมองพยายามหลีกเลี่ยง เราเลยยอมจ่ายค่าสมาชิกเพื่อซื้อ “สิทธิ์ในการเข้าถึง” ทิ้งไว้ แม้จะไม่ได้ใช้จริงก็ตาม

ส่วนตัวผมแทนที่จะมานั่งใคร่ครวญทุกเดือน เลยเลือกจ่ายรายปีไปเลย ไม่ต้องคิด (เดี๋ยวๆ อย่าทำตามนะเฟ้ย)

3. การ ‘ยกเลิก’ ที่ยากเย็น กับดักของความขี้เกียจ

บางทีมันอาจเป็นกลไกที่แอปและบริการ Subscription หลายๆ เจ้ามักจะทำกัน นั่นคือการทำให้การสมัคร “ง่าย” แต่ทำให้การยกเลิก “ยากเย็นแสนเข็ญ”

ไม่ใช่แค่เรื่องหาปุ่มไม่เจอ แต่โดยธรรมชาติ สมองมนุษย์จะเลือกทางที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด  และกดผ่านหน้ายืนยันการยกเลิกหลายขั้นตอน สร้างหงุดหงิด เหนื่อยหน่ายที่สูงกว่าการยอมปล่อยให้เงินตัดผ่านบัตรเครดิตไปเงียบๆ แบบอัตโนมัติ

ผมเองก็เคยเจอปัญหาบ่อยๆ ที่กว่าจะยกเลิกสมัครบริการบางแอป เข้าการตั้งค่าหลายขั้นตอนมาก แถม UI ยังหลอกตา ชวนให้กดยกเลิกยากจนอยากยอมแพ้ (ก็ชีวิตคนเราต้องการความสบายนี่นา)

แน่นอนว่ายังไง การลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จำเป็นออก ยังไงก็ย่อมดีกว่า อย่างที่สถิติข้างต้นได้บอกไว้ว่าหลายคนสมัคร Subscription แต่ไม่ได้ใช้เลย ทำให้สูญเงินไปราวๆ 600 บาทต่อเดือน งั้นเรามาหาทางลดราคาใช้จ่ายกันดีกว่ามั้ย

4 วิธีแก้ไขปัญหา Subscription ล้นเกิน

มาสำรวจตัวเองกันนะครับ ว่าเราจะสามารถลด หรือ เลิกการ Subscription ที่มากเกินไปของเราบ้างได้มั้ย เรารวมมาให้ 4 ข้อนะครับ เริ่มกันที่ข้อแรก

1. เรามี Subscription ทับซ้อนกันมากไปมั้ย ?

อย่างเช่น App Music Streaming หลายคนสมัครทั้ง Youtube Premium ที่มีทั้ง Youtube Music อยู่แล้ว และยังสมัคร Apple Music กับ Spotify ไว้อีก จะเห็นว่ามันทำงานซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งก็อยากให้ลองชั่งใจ ว่าใช้แอปไหนน้อย ก็ลองลด หรือเลิกใช้ดูครับ

2. ทางเลือกที่ถูกกว่า

ข้อนี้มักเจอในแอปหรือโปรแกรม Subscription เกี่ยวกับการทำงาน อย่าง Adobe ที่ขูดเลือดขูดเนื้อเราชาวกราฟิกอย่างยาวนาน รวมๆ ก็เป็นหลักพัน ยันหลักหมื่น ซึ่งแน่นอนว่าการที่ใช้งานต่อเนื่องมานาน อาจทำให้เราลืมว่าจริงๆ ก็มีทางเลือกอื่นที่ถูกกว่า อย่าง CapCut, Canva หรือ Affinity เป็นต้น

3. เทคนิค “Rotation” (ดูจบ-ยกเลิก-วนแอปใหม่)

สำหรับสายดูหนัง แทนที่จะสมัคร Netflix, Disney+, HBO, Prime Video พร้อมกัน 4 แอป ให้ใช้วิธี “Rotation” ครับ คือเดือนนี้อยากดู Stranger Things ก็สมัคร Netflix พอจบเดือนกดยกเลิก แล้วเดือนหน้าอยากดู House of the Dragon ค่อยไปสมัคร HBO วิธีนี้ประหยัดเงินได้เกินครึ่ง โดยที่เรายังได้ดูครบทุกเรื่องที่อยากดูครับ

4. จ่ายน้อยลงแค่หารบ้าน (Family Plan)

อย่าลืมว่าแทบทุกบริการมี “Family Plan” หารกันถูกกว่าเสมอ ถ้าคุณจ่ายราคาเต็มอยู่ ลองชวนเพื่อนหรือคนในครอบครัวมาหารดูครับ จากเดือนละร้อย อาจเหลือแค่เดือนละไม่กี่สิบบาท

สรุปส่งท้าย

สุดท้ายแล้ว ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “เราจ่ายเยอะแค่ไหน” แต่อยู่ที่ “เราจ่ายไปเพื่ออะไร”

ถ้าเราจ่ายไปแล้วได้ “เวลา” กลับคืนมา (เช่น YouTube Premium ที่ตัดโฆษณา), ได้ “ความสบายใจ” ที่ไม่ต้องซ่อมของเอง (Hardware Sub), หรือได้ “ความสุข” จากการพักผ่อน (Netflix) นั่นคือการจ่ายที่ฉลาดและคุ้มค่า

แต่ถ้าเป็นเพียงการจ่ายเพื่อซื้อ “ความรู้สึกว่าฉันมี” โดยไม่ได้เปิดใช้มันเกิน 1 เดือน บางทีการกดปุ่ม Unsubscribe อาจเป็นทางออกที่แฮปปี้กว่ากว่าเสียเงินไปเรื่อยๆ

ว่าแล้วก็อย่างลืมไปสำรวจบัญชีตัวเองว่าเดือนๆนึง เราเสียเงินให้ Subscription เจ้าไหนที่ไม่เคยได้ใช้เลยบ้าง ยังไงมาเมนต์บอกกันด้วยนะครับ

ที่มา : CNET , CNBC