รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ผลักดันกฎหมายคุมเข้ม Digital Duty of Care เพื่อคืนสิทธิการเลือกฟีดการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แบบไร้อัลกอริทึมให้ผู้ใช้ เพื่อไม่ให้ถูกมอมเมาจากการแนะนำคอนเทนต์โดยระบบอัลกอริทึม โดยเฉพาะเยาวชน ด้าน Instagram ออกมาเตือนว่า การไร้อัลกอริทึมจะยิ่งทำให้ผู้ใช้งานจมกองโฆษณาและคอนเทนต์ขยะ ไปดูกันว่ารายละเอียดกฎหมายใหม่ ข้อโต้แย้ง มีเนื้อหาอะไรบ้าง

รัฐบาลออสเตรเลียเดินหน้ากฎหมาย Digital Duty of Care บีบคืนอำนาจให้ผู้ใช้

หลังจากออสเตรเลียเริ่มมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ล่าสุดรัฐบาลแรงงาน (Labour) ได้ยกระดับการคุมเข้มไปอีกขั้นผ่านร่างกฎหมาย Digital Duty of Care เพื่อแก้ไขปัญหาการเสพติดหน้าจอและป้องปรามเนื้อหาที่เป็นพิษต่อสุขภาพจิตของเยาวชน บนโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram หรือ Facebook 

สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่

  • แคมเปญ My Feed, My Way (สิทธิเลือกฟีด) : สิทธิการเลือกฟีดแบบ Opt-In และ Opt-Out แพลตฟอร์มต้องส่งการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้เดิมที่มีอายุเกิน 16 ปี เพื่อให้สิทธิเลือกรูปแบบการแสดงผลของหน้าฟีดหลัก โดยไม่ต้องถูกบังคับรับชมคอนเทนต์แนะนำจากอัลกอริทึมเท่านั้น โดยแบ่งเป็น
    • เลือกใช้ อัลกอริทึม (Opt-in) : รับชมคอนเทนต์คัดสรรตามความสนใจแบบเดิม
    • ปฏิเสธ อัลกอริทึม (Opt-out) : สลับหน้าฟีดกลับไปแสดงผลเฉพาะเนื้อหาจากบุคคลหรือครีเอเตอร์ที่ผู้ใช้เลือกกดติดตามไว้เท่านั้น
  • ยกระดับความปลอดภัยเยาวชน (ต่ำกว่า 18 ปี) : ครอบคลุมไปถึง แอปพลิเคชัน, เกมออนไลน์ และ AI Chatbot โดยห้ามใช้ฟีเจอร์เร้าการเสพติด และสั่งบล็อกเนื้อหาอันตราย 5 กลุ่ม เช่น โรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ, การเกลียดชังเพศหญิง, สื่อลามก, การคุกคามไซเบอร์ และคอนเทนต์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง
  • ลงโทษหนักขั้นสูงสุด : อำนาจสั่งลบเว็บไซต์/แอป AI ดัดแปลงภาพตัดต่อโป๊เปลือย (Nudify) โดย eSafety Commissioner พร้อมโทษปรับสูงสุด 109.2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 2,600 ล้านบาท)

ทำไมออสเตรเลียถึงต้องคุมอัลกอริทึม?

ในปัจจุบัน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่จัดสรรและป้อนเนื้อหาตามพฤติกรรมการใช้งาน แม้จะช่วยคัดสรรเนื้อหาตามความสนใจ แต่มันมักแลกมาด้วย ฟีเจอร์การออกแบบที่เน้นความเสพติด เพื่อดึงผู้ใช้งานให้อยู่บนหน้าจอนานที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

ซีอีโอ Instagram เตือน “ไร้อัลกอริทึม = ผู้ใช้จมกองโฆษณา”

หลังการประกาศร่างกฎหมายดังกล่าว Adam Mosseri ผู้นำของ Instagram ได้ออกมาคัดค้านทันที โดยชี้ให้เห็นว่ามุมมองของผู้กำกับดูแล อาจสวนทางกับความเป็นจริงในเชิงเทคนิคและพฤติกรรมผู้ใช้

ข้อโต้แย้งจากฝั่ง Instagram

  1. แบรนด์ใหญ่จะยึดพื้นที่หน้าจอ : หากเปลี่ยนไปใช้ฟีดเรียงตามลำดับเวลา แบรนด์สินค้าและครีเอเตอร์ที่มีทุนหนาจะกระหน่ำโพสต์เนื้อหาตลอดวัน จนยึดพื้นที่ฟีดทั้งหมด ส่งผลให้คอนเทนต์จากเพื่อนหรือครีเอเตอร์รายเล็กถูกดันจนมองไม่เห็น
  2. อัลกอริทึมทำหน้าที่เป็นตัวกรอง : ระบบ Recommendation ถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความสนใจส่วนบุคคล ไม่ใช่แค่เรื่องดึงดูดให้อยู่นานขึ้น แต่เพื่อตัดเนื้อหาขยะที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป
  3. ประสบการณ์การใช้งาน (UX) จะแย่ลง : ผู้ใช้อาจรู้สึกอึดอัดกับปริมาณคอนเทนต์เชิงพาณิชย์ที่ไม่ต้องการ จนสุดท้ายต้องเลิกใช้งานแพลตฟอร์มไปเอง

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่ Meta กังวลที่สุดไม่ใช่ความสะดวกของผู้ใช้ แต่คือ รายได้โฆษณา เพราะระบบอัลกอริทึมคือหัวใจหลักในการทำ Targeted Ads ยิ่งผู้ใช้ถูกดึงดูดให้อยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้นเท่าใด รายได้จากการแทรกโฆษณาก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น การเปิดตัวเลือก Opt-out จึงสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายโมเดลธุรกิจหลักของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : abc, theguardian