ป้องกันสายโทรเข้าจากมิจฉาชีพ และ SMS ที่มาพร้อมกับลิงก์หลอกลวง ด้วยแอปพลิเคชัน DE-fence แอปพลิเคชันน้องใหม่ โหลดใช้งานได้ฟรีทั้งสมาร์ตโฟน Android และระบบ iOS ไม่มีโฆษณาแฝงภายในแอปฯ

จุดเด่นของแอปฯ DE-fence ‘กัน – ก่อน – ลวง’

1. ดาวน์โหลดฟรี ไม่มีโฆษณาคั่น

DE-fence คือแอปพลิเคชันที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง โดยสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหวังให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์

และเมื่อพื้นฐานของแอปฯ ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ทำให้สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี และไม่มีโฆษณาแฝงอยู่ภายในแอปฯ

2. รวมทุกฐานข้อมูลของเบอร์โทรศัพท์ ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในภาครัฐและเอกชน

ภายในแอปพลิเคชัน DE-fence จะมีฐานข้อมูลของเบอร์โทรศัพท์จากหลาย ๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เช่น ฐานข้อมูลของศูนย์ AOC หรือ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ประโยชน์ของการรวมฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากหลายหน่วยงานมาไว้ในแอปฯ DE-fence ก็เพื่อใช้เตือนผู้ช้งานให้ทราบข้อมูลของสายโทรเข้าว่า เป็นเบอร์ที่ผ่านการลงทะเบียนหรือเบอร์มิจฉาชีพหรือเปล่า

3. ติดต่อเจ้าหน้าที่หรือแจ้งความออนไลน์ได้ทันทีผ่านแอปฯ DE-fence

ภายในแอปฯ DE-fence จะมีการลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง ให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเจอเว็บไซต์ปลอมหรือเปล่า

นอกจากนั้นแล้วหากเกิดกรณี “ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงิน” ยังสามารถกดโทรศัพท์เพื่อขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีอีกด้วย

ระดับการแบ่งหมวดเบอร์โทรศัพท์ในแอปฯ DE-fence

แอปฯ DE-fence นอกเหนือจากการแจ้งเตือนหรือระบุให้รู้ว่าเบอร์โทรศัพท์ที่โทรหรือส่งข้อความ SMS มาหา คือเบอร์ของใครและมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่า ผู้ใช้งานยังสามารถนำเบอร์โทรศัพท์มาป้อนเพื่อตรวจสอบภายในแอปฯ ได้อีกด้วย

ระดับที่ 1 – Whitelist (เบอร์ปลอดภัย บริษัทหรือหน่วยงานราชการ)

เบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐหรือเป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตน หรือก็คือเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่มีความน่าเชื่อถือแล้วนั่นเอง

ระดับที่ 2 – Greylist (เบอร์ต้องสงสัย)

เบอร์โทรศัพท์ที่เข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือการติดต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และหมายเลขที่มีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก

ระดับที่ 3 – Blacklist (เบอร์อันตราย)

เบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่า เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ไม่ควรรับสาย ตอบโต้ หรืออ่านข้อความ SMS ที่มาจากเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคล

ช่วยเตือนภัยผู้ใช้งานได้ด้วยตนเองผ่านแอปฯ DE-fence

โดยแอปพลิเคชัน DE-fence เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการสร้างฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ให้ปลอดภัยจากสายโทรเข้าหรือข้อความ SMS จากเบอร์โทรศัพท์ของมิจฉาชีพหรือเบอร์ก่อกวน/สแปม ผ่านระบบยืนยันตัวตนด้วย OTP เพื่อป้องกันการรายงานเท็จ

DE-fence ต่างกับ Whoscall ยังไง ?

ในประเทศไทย Whoscall ดูจะเป็นผู้ที่บุกเบิกหรือเจ้าแรก ๆ ในตลาดที่เปิดตัวแอปพลิเคชันในรูปแบบเดียวกันออกมาก่อนค่ะ DE-fence เลยจะมีความน่าสนใจในส่วนของ ‘การใช้งานฟรีโดยไม่มีโฆษณาแอบแฝง’ เพราะแอปฯ ถูกออกแบบมาเพื่อประชาชนโดยเฉพาะ

ฟีเจอร์พื้นฐานให้ใช้งานครบครัน เช่น ระบบตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์, ระบบรายงานหมายเลข และที่สำคัญซึ่งถือว่าเป็นไม้ตายของ DED-fence เลยก็คือ ‘ระบบติดต่อ AOC สายด่วน 1441’ กับ ‘ระบบลิงก์ไปยังเว็บแจ้งความออนไลน์’ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้อย่างมาก

แต่อย่างไรก็ดี Whoscall ในตอนนี้ถือว่าได้เปรียบในเรื่องของ ‘ฐานข้อมูลจำนวนมาก’ อยู่พอสมควรค่ะ ด้วยจำนวนผู้ใช้งาน และระยะเวลาการเปิดตัวแอปฯ ที่มากกว่าอยู่พอสมควร

แต่ไม่แน่ว่าในอนาคต หากมีผู้ใช้งานแอปฯ DE-fence เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับความร่วมมือในการช่วยรายงาน หรือแจ้งเบาะแสเบอร์โทรศัพท์ต้องสงสัยผ่านตัวแอปฯ โดยตรง ก็จะทำให้ฐานข้อมูลของ DE-fence เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน

  • ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence (Android) Google Play
  • ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence (iOS) App Store