หลังจากที่ Huawei P20 Pro ได้ครองบัลลังค์อันดับ 1 ในเว็บไซท์ DxOMark มาอย่างยาวนานตั้งแต่เปิดตัวถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครโค่นลงได้ จนกระทั่ง Huawei เปิดตัวมือถือ Mate 20 ออกมาอีก 3 รุ่น ทำให้หลายๆ คนเตรียมรอชมกันอย่างใจจดใจจ่อว่ามันจะทำคะแนนใน DxOMark ออกมาที่เท่าไหร่แน่ ซึ่งในที่สุด Huawei ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลแล้วว่า สาเหตุที่คะแนน DxOMark ยังไม่ออกมา เป็นเพราะกล้องของ Mate 20 ได้คะแนนออกมาสูงเกินไปนั่นเอง

จากที่ Huawei ได้คุยเอาไว้ซะเยอะแยะภายในงานเปิดตัวมือถือซีรีส์ Mate 20 ว่ากล้อง 3 ตัว เลนส์ LEICA บวกกับระบบ AI สุดเทพนั้น สามารถถ่ายภาพออกมาได้ดีสุดๆ ทำเอาหลายคนอยากเห็นคะแนนจากเว็บ DxOMark ไปตามๆ กัน เพราะตอนนี้ผู้ครองบัลลังค์อยู่ก็คือ Huawei P20 Pro ที่มีคะแนนสูงถึง 109 คะแนน นั่นเอง

ก็เลยถือเป็นเรื่องน่าแปลกที่ทำไมตอนนี้คะแนนของ Huawei Mate 20 ยังไม่ออกมาให้เห็นกันซักที โดย Huawei ก็ได้ออกมาให้เหตุผลว่า เนื่องจากคะแนนทดสอบประสิทธิภาพกล้องของ Huawei Mate 20 มันสูงเกินไป…สูงจนไม่อยากให้ DxOMark เอาคะแนนมาลงให้คนแตกตื่นกัน

ซึ่งเหตุผลดังกล่าวใครที่ได้ยินก็ต้องคิดแล้วล่ะว่า…มันใช่เหรอ??? กล้องดีจนได้คะแนนสูงมากๆ แต่ไม่อยากเปิดเผยเนี่ยนะ??? คือดูแล้วมันผิดวิสัยแบรนด์ Huawei จากงานเปิดตัวมือถือในอดีต ที่มักจะเอาสเปคและความสามารถของมือถือแบรนด์อื่นๆ มาเทียบกับของตัวเองให้ดูว่า Huawei เหนือกว่าคู่แข่งขนาดไหน ก็เลยพาลทำให้คิดไปว่า…จริงๆ แล้ว มือถือซีรีส์ Mate 20 อาจจะทำคะแนนออกมาได้แย่กว่า Huawei P20 Pro รึเปล่า? ก็เลยไม่กล้าให้ DxOMark เอาคะแนนออกมาโชว์ในตอนนี้

ส่วนอีกประเด็นก็คือ ถ้าหากว่าคะแนนกล้องของซีรีส์ Mate 20 ออกมาแย่จน Huawei ไม่กล้าโชว์ แสดงว่า Huawei ก็จะต้องมีอำนาจพอที่จะสั่งให้ DxOMark ระงับการปล่อยรีวิวกล้องของ Mate 20 เอาไว้ก่อนได้ด้วย…ซึ่งขัดกับที่เว็บไซท์ DxOMark เคยบอกเอาไว้ว่าเป็นเว็บที่ไม่ได้รับเงินในการรีวิวจากใครทั้งนั้น และรีวิวไปตามเนื้อผ้าอันไหนดีก็คะแนนเยอะอันไหนไม่ดีก็คะแนนน้อยไปตามความจริง

สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่าเหตุผลจริงๆ ที่ DxOMark ยังไม่ได้ลงรีวิวและคะแนนประสิทธิภาพกล้องของซีรีส์ Mate 20 เป็นเพราะอะไรกันแน่ และถ้ามันเป็นไปตามที่คิดไว้จริงๆ เราจะยังสามารถเชื่อใจผลคะแนนจาก DxOMark ได้อยู่รึเปล่า…แต่ถึงยังไงก็ตามความจริงก็ต้องมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ติดอยู่ที่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรน่ะสิ!

 

ที่มา : Gizchina