fbpx
Android Device Preview

Review | รีวิว OPPO Watch สมาร์ทวอทช์ WearOS จอ AMOLED ฟีเจอร์แน่น

เป็นการบุกตลาดสมาร์ทวอทช์ที่น่าสนใจ​กับ OPPO Watch​ โดยเฉพาะใครที่หานาฬิกาสำหรับใส่ออกกำลังกาย ไปจนถึงการใส่ในชีวิตประจำวัน ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรู​สวยงาม ทำให้เป็นนาฬิกาที่สามารถใส่ได้ในทุกโอกาสไม่ว่าจะเป็นการทำงานไปจนถึงงานสังสรรค์ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง แล้วสเปคและฟีเจอร์ต่าง ๆ จะน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ Droidsans จะมารีวิวเจ้า OPPO Watch ตัวนี้กัน

สเปค OPPO Watch

OPPO Watch 46มมOPPO Watch 41มม
หน้าจอAMOLED Flexible
Dual-Curved Display
Rigid AMOLED Screen
ขนาดหน้าจอ1.91″1.6″
ความละเอียด402 x 476320 x 360
แบตเตอรี่430mAh300mAh
Smart Mode36 ชั่วโมง24 ชั่วโมง
Power Saving mode21 วัน14 วัน
กันน้ำ50 เมตร / 10 นาที30 เมตร/ 10 นาที
ระบบปฏิบัติการWear OS
ระบบชาร์จไวWatch VOOC Flash Charge

แกะกล่อง

OPPO Watch มาพร้อมกับดีไซน์กล่องเรียบง่าย เปิดกล่องขึ้นมาก็เจอกับนาฬิกาอยู่ด้านในพร้อมแท่นชาร์จที่อยู่ข้างใต้กล่อง และคู่มือต่าง ๆ

ดีไซน์

โดยหน้าปัดสองขนาดมาพร้อมกับจอที่ไม่เหมือนกันโดยของทางหน้าปัด 46​ มม. มาพร้อมกับ หน้าจอโค้ง Curved AMOLED ที่จะโค้งไปตามตัวเรือนนาฬิกาให้ความรู้สึกเหมือนจอซึมเป็นเนื้อเดียวไปกับตัวเครื่องมีความสวยงามมาก ทางฝั่งของหน้าปัด 41​ มม. ก็สวยไม่แพ้กันเพราะมาพร้อมจอ AMOLED แบบเรียบไปกับตัวเรือนให้ความรู้สึกที่กะทัดรัดใช้งานง่ายขึ้น แต่อันนี้ก็แล้วแต่ความรู้สึกส่วนตัวว่าชอบอะไรมากกว่ากัน

ในทางด้านของวัสดุทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับบอดี้เป็น Aluminum Alloy แข็งแรงน้ำหนักเบาสวยงาม โดยหน้าปัดขนาด 41​ มม. ก็มาพร้อมกับสัมผัสแบบด้าน ๆ ไม่ติดลายนิ้วมือเท่าไหร่ แต่ในหน้าปัดขนาด 46​ มม. มาพร้อมกับวัสดุแบบเงา ๆ เรียบ ๆ มีความแวววาวกว่าตัวหน้าปัดเล็กมาก (แต่ก็คิดรอยนิ้วมือได้ง่ายอีกเช่นเดียวกัน😅)

ส่วนเรื่องของสายทั้งสองรุ่นนั้นก็มาพร้อมกับสายแบบ Flurorubber ที่ทนน้ำทนเหงื่อใส่สบายไม่ระคายเคือง (ใส่นอนได้ไม่มีปัญหาเลย) โดยสายจะเป็นรูบแบบหมุดเสียบหลายระดับ ใส่ได้กับข้อมือทุกขนาด

ส่วนข้างซ้ายของตัวนาฬิกาก็มาพร้อมกับลำโพงเอาไว้สำหรับใช้รับโทรศํพท์ได้ (ทั้ง 2 รุ่นไม่มีที่ใส่ซิมนะ ) ส่วนด้านขวาก็จะมาพร้อมกับปุ่มควบคุม 2 ปุ่มเอาไว้สำหรับเปิดหน้า App Drawer และปุ่มล่างเอาไว้สำหรับเซ็ต Short-cut ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นการเปิดแอป Google Fit ไปจนถึงการเปิดแอป Spotify ก็สามารถทำได้โดยการไปตั้งค่าที่เมนู Setting 

การใช้งาน

การใช้งานจอหลัก ๆ นั้นก็สามารถทำได้ง่ายดายเพราะตัวนาฬิกามาพร้อมกับระบบ Gyroscope ที่จะจับการเคลื่อนไหวข้อมือของเรา ตัวนาฬิกาจะแสดงผลเองโดยอัตโนมัติเมื่อยกข้อมือขึ้นมาดูสะดวกสบายมาก ๆ

OPPO Watch ตัวนี้มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ WearOS ของ Google ที่การใช้งานส่วนใหญ่นั้นจะให้งาน Service ของ Google ซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Google Fit ไปจนถึง Google Play Store โดยขั้นตอนในการเชื่อมต่อก็ง่ายมากเพียงโหลดแอป Wear OS บนมือถือ Android แล้วทำหน้าที่แล้วกดเชื่อมต่อกับตัว Watch เพื่อใช้งานไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหน้าวอทช์รูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงการ Setting ต่าง ๆ

โดยการใช้งาน WearOS จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แต่หน้า Home ที่จะมีหน้าบอกเวลาเป็นตัวหลัก แล้วผู้ใช้งานสามารถปัดไปทิศทางต่าง ๆ ได้ 4 ทิศเพื่อเข้าสู่เมนูใช้งาน

ปัดซ้าย เข้าสู่หน้า Google Assistance ที่จะรวมหน้าต่างข้อมูลเหมือนกับในมือถือของเราไม่ว่าจะเป็นปฏิทิน ข้อความ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ปัดขวา เพื่อเข้าสู่หน้าเมนูแอปต่าง ๆ ทีเราสามารถปรับแต่งเองได้สูงสุดถึง 5 แอปพลิเคชั่นไม่ว่าจะเป็น Google Fit ไปจนถึงแอปอ่านข่าว Google News

ปัดขึ้น เพื่อดูการแจ้งเตือน Notification ต่าง ๆ แล้วกดเพื่อเปิดดูบนมือถือได้

ปัดลง เพื่อเข้าสู้ Control Center เอาไว้ใช้เปิดปิดฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น Wifi Bluetooth ไฟฉาย ปรับความสว่างจอ และเอาไว้กดเรียกมือถือของตนเองเวลาหาไม่เจอได้

ในส่วนของหน้าวอทช์ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบหลากหลายสไตล์ สามารถเลือกได้ผ่านแอปพลิเคชั่น Watch OS ที่อยู่ในเครื่องหรือจะเลือกดาวน์โหลดมาใส่เพิ่มได้ตามที่ชอบเลย

แอปพลิเคชั่นสุขภาพ Google Fit

การควบคุมในเรื่องของฟีเจอร์สุขภาพนั้นก็สามารถทำได้หลายอย่างทั้งบนตัวนาฬิกาเองหรือจะดูสถติข้อมูลต่าง ๆ บนแอปพลิเคชั่น Google Fit โดยจะมีหน้า Daily Activity เป็นหน้าหลักให้เราคอยดูว่าวันหนึ่งวันเราเดินไปกี่ก้าว ออกกำลังกายไปเท่าไหร่ จำนวนแคลอรี่ที่เบิร์นไป และจำนวน Activity Session ที่เรามีในหนึ่งวัน ถือว่าเป็นหน้าหลักที่เอาไว้ดูทุกส่วนของการออกกำลังกายนั่นเอง

ในส่วนของแอปพลิเคชั่น Google Fit นั้นก็มีฟีเจอร์ทางสุขภาพที่มีประโยชน์น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าหลักที่รวมสถิติต่าง ๆ โดยจะมีวงกลมแสดงผลหลัก ๆ 2 วงได้แก่ Heart Points (ค่าหัวใจ) และวงกลมอีกวงเป็นวงกลมสำหรับนับก้าวเมื่อครบวงจะเท่ากับว่าเราออกกำลังกายพอสำหรับวันนั้นแล้วนั่นเอง อีกหน้าก็จะมีฟีเจอร์สำหรับการติดตามการนอนหลับของผู้ใช้งานซึ่งถ้าหากเราใส่นอนเราก็จะสามารถรู้ได้ว่าคืนนั้นเรานอนหลับไปเป็นจำนวนกี่ชั่วโมง และหลับลึกกี่ชั่วโมงอีกด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกรวมกันมาทำเป็นตารางให้เราดูในแอปพลิเคชั่น Google Fit นั่นเองครับ

แอปพลิเคชันสุขภาพ Heytap Health

หน้าแอปพลิเคชั่นให้ข้อมูลเรื่องสุขภาพต่าง ๆ

นอกจากในส่วนของแอปพลิเคชั่น Google Fit ที่สามารถใช้ได้บนตัว OPPO Watch แล้ว ก็ยังมีอีกแอปพลิเคชั่น HeyTap Health ที่มีฟีเจอร์คล้าย ๆ กับ Google Fit ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้อีกด้วย โดยตัวแอปพลิเคชันก็จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านสุขภาพสำคัญ ๆ ทั่วไปเช่นการวัดชีพจรหัวใจ การออกกำลังกาย ระยะการเดินของผู้ใช้งาน ไปจนถึงจำนวนแคลอรี่ที่เบิร์นไปอีกด้วย ซึ่งเจ้าตัว HeyTap Health ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวนแล้วจำแนกเป็นเวลาเพื่อให้เราสามารถเห็นภาพกว้าง ๆ ได้ว่าวันหนึ่งวันเราทำอะไรไปบ้าง และช่วงไหนของวันที่ชีพจรเราเต้นเร็วที่สุด

 

AI Watchface เปลี่ยนหน้าปัดตามสไตล์เรา

ถ่ายรูปเสื้อผ้าตัวเอง แล้วเลือกหน้าปัดที่ต้องการ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เด่นที่สุดของตัว Heytap Health ก็คือ AI Watchface ที่จะเปลื่ยนหน้าปัด OPPO Watch ของเราให้มีโทนสีกับการแต่งตัวของเราในวันนั้นซึ่งวิธีทำก็ง่ายนิดเดียวเพียงเข้าไปที่หน้าเปลื่ยนหน้าปัดนาฬิกาในแอปแล้วเลือกฟีเจอร์ AI Watchface แล้วถ่ายรูปตัวเองในเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ หลังจากนั้นตัวแอปพลิเคชั่นก็จะทำการคำนวนโทนสีบนเสื้อของเราแล้วสร้างหน้าปัดนาฬิกาที่มีโทนสีเข้าคู่กับเสื้อผ้าของเรานั่นเอง

แมทช์กับเสื้อผ้าได้สวยงามเหมาะเจาะเลย

หน้าจอ

ในส่วนของหน้าจอ OPPO Watch ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ที่ให้สีสันสดใสมีความคมชัดอ่านง่ายไม่ปวดตา ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือภาพกราฟิกก็คมชัดมาก โดยสามารถตั้งค่าความสว่างได้สูงสุด 5 ขั้นและยังสามารถเลือกเป็น Automatic เพื่อให้ตัวนาฬิกาปรับตั้งค่าความสว่างโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย

นอกจากฟีเจอร์ในการออกกำลังกายต่าง ๆ ผู้ใช้งาน OPPO Watch ก็ยังสามารถควบคุมเพลงบน Spotify ได้ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเพลงใน Account ไปจนถึงการเพิ่มเสียงลดเสียง เปลื่ยนเพลงหน้าหลัง เล่นหยุดก็สามารถกดได้ตรงจากตัวนาฬิกาไม่ต้องหยิบมือถือออกมาสะดวกสบายมาก

ในเรื่องของการแจ้งเตือนนั้นก็สามารถทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว โดยมีการดีเลย์ข้อความจำพวก Line หรือ Facebook แค่เพียงราว ๆ 2 วิเท่านั้นในการที่ตัวนาฬิกาจะสั่น หลังจากนั้นเราสามารถเลือกที่จะอ่านบนตัวนาฬิกาโดยตรง หรือจะเปลื่ยนไปเปิดบนมือถือก็สามารถทำได้ตามสะดวกเลย แต่สำหรับคนที่อยากประหยัดแบตเตอรี่ก็สามารถปรับให้มันจาง ๆ หน่อยก็ได้ครับ

ความทนทาน

ในเรื่องของความทนทานก็ไม่ต้องเลยเพราะ OPPO Watch ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำ ATM โดยตัวหน้าปัด 46มม. มาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำ 5ATM กันน้ำลึกได้สูงสุด 50 เมตรนานที่สุด 10 นาที ส่วนของหน้าปัด 41 มม. ก็มาพร้อมกับมาตรฐาน 3ATM สามารถกันน้ำได้สูงสุด 30 เมตรเป็นเวลา 10 นาทีอีกเช่นเดียวกัน

แบตเตอรี่

ในเรื่อง แบตเตอรี่นั้นก็ทำออกมาได้ดีเลยทีเดียวโดยทางฝั่งของหน้าปัด 46​ มม. นั้นมาพร้อมกับแบตเตอรี่ 430mAh สามารถใข้งานได้สูงสุดถึง 36 ชั่วโมงในโหมดปกติ ส่วนทางฝั่งของหน้าปัด 41 มม. ก็จะใช้ได้น้อยกว่าหน่อยอยู่ที่ 300mAh ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งจากการใช้งานจริงก็สามารถทำได้ตามที่เคลมไว้โดยตัวนาฬิกาวสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 1 วันเต็ม ๆ กลับมาถึงบ้านก็จะเหลือแบตเตอรี่ราว ๆ 30% เลยทีเดียว แต่จะแบตหมดก็ไม่มีปัญหาเพราะ OPPO Watch มาพร้อมกับ Watch VOOC Flash Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0% ไปราว ๆ 60% ได้ในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ถือว่าชาร์จตอนเช้าตอนอาบน้ำเตรียมตัวออกจากบ้านก็พอเหลือเฟือสำหรับทั้งวันแล้ว

สรุป

โดยรวมแล้ว OPPO Watch เป็นหนึ่งในสมาร์ทวอทช์ของฝั่ง Android ที่มีความหลากหลายในการ ใช้งานเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเป็นหลัก ไปจนถึงการใช้งานทั่วไป ด้วยดีไซน์ที่ดูเรียบหรูทำให้สามารถใส่ได้เข้ากับทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับ Google WearOS ที่ครอบคลุมการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบทำให้ OPPO Watch เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่กำลังหาสมาร์ทวอทช์ใช้บนมือถือ Android สำหรับใครที่สนใจสามารถดูคลิปรีวิวเพิ่มเติมได้ด้านล่างเลยครับ

 

 

1 Comment

  1. Avatar

    Aon Ja Post on September 21, 2020 at 10:04 am

    #1023237

    ก็น่าลองอยู่นะ

Leave a Reply

To Top