พักหลังๆ จะเห็นว่าทางทีมงาน DroidSans ได้รีวิวอุปกรณ์ Gadgets ต่างๆ บ่อยมาก เนื่องจากของส่งมาให้ที่ออฟฟิศเยอะแบบสุดๆ ล่าสุดก็ถึงคิวของสมาร์ทวอทช์ดีไซน์สวยอย่าง Mi Watch ของ Xiaomi กันบ้าง ว่าในราคา 3,590 บาทนี้ จะคุ้มค่ามากแค่ไหน

ดีไซน์การออกแบบ

สมาร์ทวอทช์ Mi Watch ที่ผมได้มารีวิวครั้งนี้เป็นสีดำ Black นะครับ ทะมึนๆ เท่ๆ เลย โดยหน้าปัดจะมีขนาด 1.39 นิ้ว ใช้จอ AMOLED ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล ใช้งานจริงจอชัด อ่าน Text ต่างๆ ไม่มีปัญหาอะไร

โดย Mi Watch จะมีปุ่ม 2 ปุ่มอยู่ข้างๆ ได้แก่ปุ่ม Home สำหรับเรียกแอปต่างๆ ขึ้นมา และปุ่ม Sport ที่จะมีหน้า Exercise หรือ Workout ต่างๆ ให้เลือกใช้งาน ซึ่ง Mi Watch จะมีโหมดออกกำลังกายให้เลือกมากถึง 117 แบบเลยทีเดียว

ในส่วนวัสดุการออกแบบ Mi Watch จะเลือกใช้สายนาฬิกาแบบซิลิโคน จุดเด่นก็คือน้ำหนักเบา ขณะที่ตัวเรือนจะมาเป็นแบบพลาสติก ซึ่งจุดเด่นก็คือน้ำหนักเบาเช่นเดียวกัน และทนแรงกระแทกได้ดีกว่า

น้ำหนัก

ความรู้สึกแรกเมื่อสวมใส่เจ้า Mi Watch ต้องบอกเลยว่าน้ำหนักมันเบามากจริงๆ คือแทบจะไม่รู้สึกเลยว่ากำลังใส่นาฬิกาอยู่ที่ข้อมือ แต่ไม่ได้ก๊องแก๊งนะ งานประกอบแน่นมากๆ

ด้วยความที่อยากรู้ว่าน้ำหนักมันเท่าไหร่ เลยลองเอาไปชั่งกับเครื่องดู ก็พบว่า Mi Watch นั้นมีน้ำหนักแค่ 32 กรัมเท่านั้น เบาแบบเบามากกก

หน้าจอ

มาถึงเรื่องหน้าปัดกันบ้าง ด้วยความที่ Mi Watch นั้นคือสมาร์ทวอทช์ ที่หลักๆ ถ้าไม่นับฟีเจอร์อัจฉริยะต่างๆ มันก็คือนาฬิกาดีๆ นี่แหละ ทำให้อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ หน้าจอของ Mi Watch นั้นสู้แสงแดดจ้าๆ ของประเทศไทยได้หรือเปล่า อันนี้ทีมงานลองลงทุนไปยืนตากแดดอยู่ซักพักก็พบว่า เออ Mi Watch มันสู้แดดได้ดีจริง แต่บางทีอาจจะแสงสะท้อนมาโดนตาบ้าง อันนี้ต้องคอยระวังให้ดีๆ

Mi Watch สามารถปรับระดับความสว่างได้ 5 ระดับ และสามารถเลือกแบบ Auto Brightness หรือให้ตัว Mi Watch ปรับความสว่างอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมรอบๆ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากๆ ของ Mi Watch ก็คือ สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้มาพร้อมกับโหมด Always On Display ที่จะเข้ามาทำให้หน้าปัดเปิดทำงานตลอดเวลา แต่ข้อเสียก็คือโหมดนี้จะกินแบตมากๆ ก็คงต้องเลือกอย่างใดอย่างหนี่ง อยากได้แบตอึดก็ปิดเอาไว้ แต่ถ้าไม่ได้มายด์เรื่องนี้มาก ก็เปิดทิ้งไว้โลด ส่วนตัวผมปิดไว้นะ

นอกจากนี้ Mi Watch ยังมี Raise to Wake หรือฟีเจอร์ยกหน้าปัดขึ้นมาเพื่อให้หน้าจอตื่นนั่นเอง โดยฟีเจอร์นี้จะเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ขี้เกียจกดปุ่ม Home เพื่อที่จะปลุกจอ แต่ข้อสังเกตคือจากที่ลองมา การตอบสนองของ Mi Watch จะไม่ได้ทันทีปุ๊บปั๊บนะ จะมีดีเลย์เล็กน้อย

อันนี้เป็นปัญหาส่วนตัวของผมเลย เพราะเป็นคนชอบใส่นาฬิกานอน และนอนดิ้นมากๆ บางทีหน้าจอของนาฬิกามันชอบตื่นขึ้นมาเอง ทำให้คนที่นอนข้างๆ แสบตาหรือเกิดอาการรำคาญได้ ซึ่ง Mi Watch จะไม่เจอปัญหานั้นแน่ๆ เพราะมีฟีเจอร์ Do not Disturb หรือห้ามรบกวน ทีนี้ต่อให้นอนดิ้นแค่ไหน หน้าปัดก็จะไม่เด้งตื่นขึ้นมาเองแล้ว รวมถึงการแจ้งเตือนต่างๆ จะไม่เด้งมารบกวนการนอนของเราอีกด้วย

ฟีเจอร์ตรวจจับคุณภาพการนอน

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องนอนแล้ว จะบอกว่า Mi Watch ก็มากับฟีเจอร์ตรวจจับคุณภาพการนอนอีกด้วย โดยวิธีเปิดก็ไม่ต้องไปทำอะไรเยอะแยะมากมาย เพียงแค่ใส่นอนเท่านั้น (ง่ายขนาดนี้เลย)

ซึ่ง Mi Watch จะเก็บสถิติตัวเลขการนอนของแต่ละคืนเราเอาไว้ สามารถหาดูได้ในแอป Xiaomi Wear

มีบอกว่าคืนที่ผ่านมา เรานอนไปกี่ชั่วโมง มี Deep Sleep, Light Sleep, REM หรือเผลอตื่นนอนมากี่นาที

และบอกว่าเรานอนไปนอนตอนไหน และตื่นตอนไหน

นอกจากนี้ ยังมีบอกคะแนนคุณภาพการนอนของเราด้วย พร้อมกับคำบรรยายเล็กๆ น้อยๆ

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

แน่นอนว่าสามารถวัดคุณภาพการนอนได้ Mi Watch ก็สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้เหมือนกัน แถมสามารถวัดได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงอีกด้วย

อีกทั้ง Mi Watch ยังสามารถแจ้งเตือนได้ด้วย หากเรามีอัตราการเต้นของหัวใจที่มากเกิน หรือน้อยเกินเป็นเวลานานๆ

โดยในแอป Xiaomi Wear เราสามารถเข้าไปดูข้อมูล Heart Rate ของเราได้ ว่าในแต่ละช่วงของวัน หัวใจเราเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมกับ Daily Summary ว่าเฉลี่ยแล้วหัวใจเต้นนาทีละกี่ครั้ง มากน้อยสุดเท่าไหร่

ฟีเจอร์ออกกำลังกาย

Mi Watch มาพร้อมกับโหมดออกกำลังกายทั้งหมด 117 แบบ มีหลากหลายชนิดกีฬาจริงๆ สามารถกดเรียกได้ง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่ม Sport ที่บริเวณด้านขวาของตัวเรือน

ซึ่งถ้าเรานั่งนานๆ แบบไม่ได้ขยับลุกไปไหนเลย ตัว Mi Watch ก็จะสั่งแจ้งเตือนพร้อมกับบอกว่า “Come on. Be active”. หรือแปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ว่า ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายหน่อย

ฟีเจอร์วัดค่าออกซิเจนในเลือด

นอกจากนี้ Mi Watch ยังสามารถวัดค่าออกซิเจนในเลือดหรือ SpO2 มาให้ด้วย วิธีใช้ต้องใส่นาฬิกาให้พอดีกับข้อมือนะ ไม่เน้นเกินหรือหลวมเกิน อีกทั้งต้องพยายามอยู่นิ่งๆ อย่าเพิ่งขยับเป็นเวลาประมาณ 5 วินาทีอีกด้วย

ฟีเจอร์วัดความเครียด

เรื่องความเครียดเป็นอะไรที่ไม่เข้าใครออกใคร บางคนอาจจะร่าเริง แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆ ข้างในเขาคิดอะไรอยู่ ในส่วนนี้บอกเลยว่า Mi Watch รู้ ~

การแจ้งเตือน

Mi Watch สามารถแสดงผลการแจ้งเตือน Notifications ต่างๆ ที่ผ่านมาบนสมาร์ทโฟนของเราทุกอย่าง แต่น่าเสียดายที่เวลาคนโทรมา เราไม่สามารถกดรับได้จาก Mi Watch ทำได้เพียงแค่กดวาง หรือกด Mute เท่านั้น

ฟีเจอร์ Find My Phone

เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สมาร์ทวอทช์ทุกรุ่นต้องมี นั่นก็คือ Find My Phone เพราะบ่อยครั้งมากๆ ที่หามือถือตัวเองไม่เจอ หาแล้วหาอีก จากเดิมแต่ก่อนต้องเอามือถืออีกเครื่องมาโทรมา ตอนนี้ไม่ต้องทำแบบนั้นแล้ว เพียงแค่กดใช้งาน Find My Phone เท่านี้ มือถือของเราก็จะมีเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาแล้วครับ

มาตรฐานกันน้ำ

ใครที่เป็นสาย Extreme น่าจะถูกใจไม่น้อย เพราะ Mi Watch มาพร้อมกับมาตรฐานกันน้ำแบบ 5ATM หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สามารถใส่ใช้งานในน้ำลึกได้สูงสุดถึง 50 เมตร ใส่อาบน้ำ ว่ายน้ำ ออกกำลังกาย ฯลฯ หายห่วง

แต่ไม่แนะนำให้เอาไปใส่เล่นน้ำทะเลนะ มันเสี่ยงเกินไปจริงๆ เพราะในทะเลยิ่งลึกความดันน้ำมันก็ยิ่งมาก อีกทั้งอาจจะทำให้นาฬิกาเป็นรอยขี้เกลืออีกต่างหาก

แบตเตอรี่

ด้วยแบตก้อนใหญ่ขนาด 420 มิลลิแอมป์ ทำให้ Mi Watch สามารถใช้งานได้แบบยาวๆ 16 วัน ต่อการชาร์จแบตเต็ม 100% ครั้งเดียว ซึ่งตัวเลขแบบนี้ก็พูดได้แบบกลายๆ เลยว่า เดือนนึงจะชาร์จแบตแค่ประมาณสองรอบเท่านั้น

อันนี้จากที่ส่วนตัวเอาไปใช้งานเป็นเวลาสัปดาห์กว่าๆ มา เปิดโหมดทุกอย่าง (ยกเว้น Always On Display) ก็พบว่า Mi Watch ยังมีแบตเหลืออยู่ประมาณ 50% กว่าๆ เลย

สรุป Mi Watch น่าใช้มั้ย

จากที่ลองใช้งานเจ้า Mi Watch มาเกือบๆ 2 สัปดาห์ ก็พบว่าฟีเจอร์พื้นฐาน สมาร์วอทช์รุ่นนี้สามารถตอบโจทย์ได้หมดเลย ไล่ตั้งแต่ใช้งานเป็นนาฬิกาธรรมดาทั่วไป, แจ้งเตือนต่างๆ, ออกกำลังกาย รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็อึดสุดๆ เดือนนึงชาร์จแค่สองรอบเท่านั้น เทียบกับราคาที่เสียไป 3,590 บาท บอกเลยว่าคุ้มอยู่ ผ่าน