รีวิว iPhone Duo หลังใช้งานหนึ่งสัปดาห์ มือถือจอพับรุ่นแรกของ Apple ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ ซอฟต์แวร์, ดีไซน์, ขนาดหน้าจอ และฟีลลิ่งในการจับถือที่ให้อารมณ์แบบ iPad mini ประสบการณ์ใช้งานจริงจะเป็นยังไง ชอบตรงไหน ยังไม่ประทับใจอะไรบ้าง มีสรุปให้ในบทความนี้แล้ว !
สเปค iPhone Duo
- จอแสดงผลด้านนอก : Super Retina XDR ขนาด 5.4 นิ้ว
- ความละเอียด : 1,398 x 2,034 พิกเซล
- อัตรารีเฟรช : ProMotion 120Hz
- ความสว่างสูงสุด : 3,000 นิต
- จอแสดงผลด้านใน : Super Retina XDR ขนาด 7.6 นิ้ว
- ความละเอียด : 1,878 x 2,670 พิกเซล
- อัตรารีเฟรช : ProMotion 120Hz
- ความสว่างสูงสุด : 3,000 นิต
- ชิปเซต : A20 Pro
- หน่วยความจำ : 12GB
- พื้นที่จัดเก็บข้อมูล : 256GB/ 512GB/ 1TB/ 2TB
- กล้องหลัง :
- กล้องหลัก Fusion 48MP (f/1.6) ระบบกันสั่น OIS
- กล้องอัลตราไวด์ Fusion 48MP (f/2.2) มุมมองภาพ 120°
- กล้องหน้า :
- จอนอก : กล้องหน้า Center Stage 12MP (f/2.2)
- จอใน : กล้อง FaceTime ใต้จอภาพ (f/1.8)
- ระบบเสียง : ลำโพงคู่สเตอริโอ
- แบตเตอรี่ : สูงสุด 44 ชั่วโมง (จอนอก) และสูงสุด 31 ชั่วโมง (จอใน)
- ชาร์จได้สูงสุด 50% ใน 20 นาที (ด้วยอะแดปเตอร์ 60W)
- ชาร์จไร้สายสูงสุด 50% ใน 30 นาที (ด้วยอะแดปเตอร์ 35W) หรือสูงกว่ากับที่ชาร์จ MagSafe (Qi2.2)
- การเชื่อมต่อ
- 5G (รองรับเฉพาะ eSIM)
- Wi-Fi 7
- Bluetooth 6.0
- NFC
- พอร์ตเชื่อมต่อ : USB 3 (สูงสุด 10Gb/s)
- ความทนทาน : IP68
- เซนเซอร์ : Touch ID
- ระบบปฏิบัติการ : iOS 27
- ขนาด :
- เมื่อพับหน้าจอ : 117.8 x 84.1 x 11.3 มม.
- เมื่อกางหน้าจอ : 117.8 x 164.6 x 5.2 มม.
- น้ำหนัก: 254 กรัม

ดีไซน์ภายนอกของ iPhone Duo ฟีลลิ่งการจับถือเป็นยังไง ?
เรื่องงานดีไซน์ และงานประกอบของ iPhone Duo เป็นสิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกประทับใจตั้งแต่แรกเห็น “หรูหราพรีเมียมสมราคา” เชื่อมั่นว่าผู้ที่ใช้งาน iPhone ซึ่งยังไม่เคยได้ลองใช้มือถือจอพับมาก่อน ถ้าได้มาเจอกับ iPhone Duo จะต้องตกหลุมรักได้ภายในไม่กี่นาทีแน่นอน
สีที่ทางทีมงาน DroidSans เลือกมาใช้งานคือ สีน้ำเงิน (Night Sky) เมื่อตัวเครื่องยังไม่กางออก จะรู้สึกว่าดีไซน์ไม่สมมาตรเพราะฝั่งหนึ่งเป็นมุมเหลี่ยม แต่อีกฝั่งดันเป็นมุมโค้งมน แต่ถ้ากางตัวเครื่องทุกอย่างก็จะลงตัวแบบพอดิบพอดีเลย

โมดูลกล้องด้านหลังยกสูงคล้าย ๆ กับ iPhone Air กระจกด้านหลังเลือกใช้เป็น Ceramic Shield ตัวเครื่องทำจากไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมมาตรฐานทนน้ำและฝุ่น IP68 ฟีลลิ่งการจับถือให้อารมณ์แบบ iPhone Air เวอร์ชันพับได้ ปุ่มพาวเวอร์พร้อม Touch ID + Camera Control ด้านข้าง ปุ่มเพิ่มลดเสียงอยู่ด้านบน ซึ่งตรงนี้รู้สึกว่ายังไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่
ถ้าให้พูดในฐานะที่เคยใช้มือถือจอพับ Android รุ่นอื่นมาก่อน iPhone Duo มีน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะพอสมควร 254 กรัม แต่จุดนี้รู้สึกว่ายังไม่ใช่ปัญหามากขนาดนั้น เจเนอเรชันถัดไปไม่แน่ว่า Apple อาจปรับจูนในส่วนของดีไซน์ตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้น (ถ้าจะยังทำ iPhone Duo 2 อ่ะนะ)

จุดที่ต้องชื่นชม iPhone Duo ในแง่ของงานดีไซน์ก็คือ “การจัดวางลำโพงสเตอริโอที่สมมาตร” หากใครที่เคยได้ลองจับ Galaxy Z Fold8 จะรู้ว่าเมื่อกางหน้าจอลำโพงจะเทไปอยู่ฝั่งเดียวกันทั้งหมด ประสบการณ์ด้านเสียงจากลำโพงบน Galaxy Z Fold8 รู้สึกว่าเสียงมันกระจายได้ไม่เต็มที่ ซึ่งทาง Apple ก็ทำการบ้านในส่วนนี้มาเป็นอย่างดี
ตัวเครื่องทนน้ำและฝุ่น IP68 (ความลึกไม่เกิน 6 เมตร เวลาสูงสุด 30 นาที) พอร์ตชาร์จ USB-C และไม่มีถาดซิมนะคะ iPhone Duo รองรับการใช้งาน eSIM เท่านั้น
ขนาดตัวเครื่องเทียบกันระหว่าง iPhone Duo และ Galaxy Z Fold8
อัตราส่วนตัวเครื่องระหว่าง Galaxy Z Fold8 กับ iPhone Duo หากนำมาเทียบกันจะใกล้เคียงกันอยู่พอสมควรค่ะ แตกต่างกันที่อัตราส่วนหน้าจอเป็นหลักเพราะ iPhone Duo จะเน้นออกด้านข้างเป็นหลัก เลยดูเตี้ยกว่า Galaxy Z Fold8 นิดหน่อย ส่วนความบางตัวเครื่องอันนี้ต่างกันแบบลิบลับ
- Galaxy Z Fold8 ตัวเครื่องหนา 4.5 มม. (ขณะกางหน้าจอ)
- อัตราส่วนจอด้านนอก – 16:10
- อัตราส่วนจอด้านใน – 4:3
- iPhone Duo ตัวเครื่องหนา 5.2 มม. (ขณะกางหน้าจอ)
- อัตราส่วนจอด้านนอก – 1.4:1
- อัตราส่วนจอด้านใน – 1.4:1

หน้าจอแสดงผลด้านนอก 5.4 นิ้ว ไซซ์เล็กแต่ดูดีกว่าที่คิด
หน้าจอด้านนอกขนาด 5.4 นิ้ว Super Retina XDR ขอบหน้าจอบางมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าจอขนาดเล็กแต่ก็เหมาะกับการใช้งานในหลาย ๆ สถานการณ์ เช่น พิมพ์ตอบข้อความ, ดูคลิปแนวตั้ง, เลื่อนไถฟีดโซเชียลมีเดีย จากที่ลองใช้งานมาตลอด 1 สัปดาห์จะถือใช้งานมือเดียวหรือสองมือก็สะดวกสบายมาก ๆ
จอด้านนอกของ iPhone Duo มีพื้นที่แนวนอนมากกว่าแนวตั้ง การใช้งานแอปฯ ส่วนใหญ่เลยเอื้อให้เราใช้นิ้วโป้งนิ้วเดียวก็กวาดได้รอบจอแล้ว ยกเว้นการปัดดูแจ้งเตือนที่ต้องลากแผงแจ้งเตือนจากมุมซ้ายบน ใครที่ถนัดมือขวาน่าจะลำบากหน่อย เพราะจะดูแจ้งเตือนทีนึงต้องเอื้อมนิ้วจนเมื่อย 🙁


คนถนัดมือซ้ายจะได้เปรียบที่ลากแผงแจ้งเตือนได้ง่ายกว่า แต่แผงตั้งค่าด่วน + ปุ่มนำทางไปกองอยู่ฝั่งขวามือ เลยลำบากที่จะต้องเอื้อมนิ้วไปกดปุ่มต่าง ๆ ซึ่งปัญหานี้อาจแก้ไขได้ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต ก็ต้องมาดูว่า Apple จะใจดีแก้ไขในส่วนนี้ให้มั้ย
อีกจุดที่รู้สึกว่ายังไม่เฟรนด์ลี่กับผู้ใช้งานเท่าไหร่ก็คือ ปุ่มควบคุมทางฝั่งขวามือกินพื้นที่แสดงผลค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นการออกแบบอินเทอร์เฟซที่ดูไม่ลงตัวในมุมมองของผู้เขียน ทำให้จอนอกของ iPhone Duo ไม่ค่อยเหมาะหากจะนำมาใช้ดูบทความ หรืออ่านอะไรที่มันยาวมาก ๆ
อีอหนึ่งสิ่งที่ชอบสำหรับ iPhone Duo กับหน้าจอแสดงผงด้านนอกก็คือ “สามารถวางบนโต๊ะเพื่อเปิดใช้งานโหมด StandBy ได้” ไม่จำเป็นต้องเสียบสายชาร์จก็ใช้งานได้ทันที เปิดเป็นหน้าปฏิทิน, พยากรณ์อากาศ, นาฬิกา และสไลด์โชว์รูปภาพก็เหมาะสุด ๆ

หน้าจอด้านใน 7.6 นิ้ว Nano Texture ที่ล่ำลือกันว่ารอยพับน้อยมาก ๆ
ก่อนการเปิดตัวมีข่าวลือหนาหูว่า Apple มีความกังวล และซีเรียสกับเรื่องของบานพับ + รอยพับบนหน้าจอ iPhone Duo เป็นอย่างมาก ทำให้ในที่สุดทางบริษัทก็เลือกใช้ชั้นเคลือบ Nano-texture ที่ซ่อนรอยพับได้ค่อนข้างเนียน ถ้าไม่เจอมุมที่แสงตกกระทบจริง ๆ ก็แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามีรอยพับ นอกจากนั้นยังช่วยลดแสงสะท้อนบนหน้าจอด้วย
โดยหน้าจอขนาด 7.6 นิ้วของ iPhone Duo มีดีไซน์แบบเคลือบหลายชั้นเพื่อทำให้จอภาพทนทาน โดยชั้นนอกสุดที่เราเรียกกันว่า Nano-texture เป็นฟิลม์ที่สามารถลอกเปลี่ยนได้หากใช้งานไปนาน ๆ แล้วเกิดรอยย่นตามอายุการใช้งาน เพราะถ้าลองเอาเล็บเกี่ยวตรงขอบจะรู้สึกได้ทันทีเลยว่ามีฟิลม์ครอบทับอยู่อีกชั้น ส่วนใต้ฟิลม์ก็คือกระจกแบบ Ultra Thin Glass

ทั้งนี้ทีมงาน DroidSans ไม่แนะนำให้ผู้ใช้งานลอกฟิล์มด้วยตนเองนะคะ หากต้องการเปลี่ยนฟิลม์แนะนำเป็นเข้าศูนย์บริการหรือติดต่อ Apple Care จะดีที่สุดเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานของตัวเครื่องเองด้วย
ประสบการณ์ใช้งานเบื้องต้นยอมรับเลย “ประทับใจค่อนข้างมาก” หน้าจอหากมองมุมตรงแทบจะไม่เห็นรอยพับ การตอบสนองการสัมผัส สีสันก็ทำออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล้องหน้าความละเอียด 4MP ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าถึงแม้จะเห็นได้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหน แต่ระหว่างใช้งานก็แทบไม่สังเกตเห็นหรือดึงดูดสายตา

ขนาดค่อนข้างใกล้เคียงกับ iPad mini ด้วยอัตราส่วน 1.4:1 ถ้าคุ้นเคยกับการใช้งาน iPad มาอยู่แล้ว iPhone Duo จะเป็นมือถือที่ไม่จำเป็นต้องปรับตัวเยอะมากเลยค่ะ ใช้เพื่ออ่านบทความ, ท่องเว็บไซต์ หรือเล่นโซเชียลมีเดียก็เริ่ด อย่างผู้เขียนต้องใช้ทำงานกับ WordPress ก็รู้สึกประทับใจไม่น้อย
iOS 27 ที่แตกต่างและไม่เหมือน iPhone รุ่นไหน
หากเทียบกับ iPhone 18 Pro Max สิ่งที่สะดุดตาและเป็นกระแสมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว iPhone Duo ก็คือแถบปุ่มนำทางคล้ายกับเมนูบาร์ทางด้านขวามือ ที่จะรวมไปถึงเมนูสำหรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เรากำลังใช้งานอยู่ด้วย อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหากเป็นคนที่ถนัดมือขวา “สิ่งนี้คือสุดยอดการออกแบบที่ดีต่อใจมาก” เพราะอยู่ใกล้นิ้ว ไม่ต้องขยับฝ่ามือก็ควบคุมการใช้งานได้แล้ว

การใช้งานแบบมัลติทาสก์ (Multi-tasking) หรือเปิดสองแอปฯ พร้อมกันก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของ iPhone Duo แต่ปัจจุบันข้อจำกัดยังเยอะอยู่พอสมควรค่ะ “ใช้งานได้ดีแต่อาจยังไม่คล่องตัวมากขนาดนั้น” โดยเฉพาะแถบปุ่มนำทางซึ่งกินพื้นที่เข้ามาค่อนข้างเยอะ การแบ่งหน้าจอซ้าย-ขวาเลยไม่เท่ากัน
iOS 27 เวอร์ชันปัจจุบันก็ยังไม่สามารถปรับขนาดหน้าต่างแอปฯ ได้ และสามารถแบ่งหน้าจอได้ในกรณีเดียวคือขณะใช้งานแนวนอน หากถือใช้งานแนวตั้งจะแบ่งหน้าจอไม่ได้เลย (ถ้าในอนาคตแก้ไขส่วนนี้ได้จะดีมาก)
ในช่วงแรกผู้พัฒนาของแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกมาแบบ UI มาให้เหมาะสมกับการแสดงผลบน iPhone Duo มากเท่าไหร่ แต่จากที่สังเกตดูถ้าเป็นแอปฯ ที่ได้รับการปรับแต่งมาแล้วยอมรับเลยว่าทำออกมาได้ดูดีมาก ๆ เลยค่ะ (ดูดีจนรู้สึกว่าอยากเห็นแบบนี้บนจอพับฝั่ง Android บ้าง) ในอนาคตก็น่าจะมีการปล่อยอัปเดตตามาเรื่อย ๆ เพื่อประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดของผู้ใช้


ถ้าแอปฯ ยังไม่ได้รับการปรับแต่งมาจะแสดงเป็นแนวตั้งและอยู่กึ่งกลางของจอเป๊ะ ๆ สเกลปกติที่ไม่ขยายจนเต็มหน้าจอ พื้นที่ซ้าย-ขวาจะเว้นเอาไว้เอาเป็นพื้นที่สีขาวโล้น ๆ หรือสีดำสนิทไปเลย
ไม่มี Face ID แต่ได้ Touch ID ให้ความรู้สึกเป็นยังไง ?
ครั้งนี้ Apple เลือกใช้เซนเซอร์ Touch ID สแกนนิ้วเพื่อปลดล็อก iPhone Duo และตัดการสแกนใบหน้าอย่าง Face ID ออกไป ซึ่งรู้สึกไม่ค่อยชินอยู่เหมือนกันค่ะ เพราะส่วนตัวแล้วผู้เขียนใช้งาน iPhone 17 เป็นเครื่องสำรองมาได้สักพักแล้ว พอต้องเปลี่ยนมาใช้การสแกนนิ้วผ่านปุ่มด้านข้างเลยใช้เวลาปรับตัวนิดนึง
ช่วงแรก ๆ ที่ได้ iPhone Duo มาใช้งานยอมรับเลยว่าเผลอมองหน้าจอเพราะนึกว่ามี Face ID อยู่ก็หลายครั้ง XD
กล้องหลัง 2 ตัว 48MP + 48MP คุณภาพเป็นยังไง ?

กล้องหลังของ iPhone Duo มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ตัว ได้แก่ กล้องหลัก Fusion 48MP (f/1.6) และกล้องอัลตราไวด์ Fusion 48MP (f/2.2) จากทีไ่ด้ลองใช้งานมาก็รู้สึกว่าโอเคให้อารมณ์แบบกล้องของ iPhone 17
คาแรคเตอร์ของภาพถ่ายที่ได้ให้คำนิยามว่า “ยังไม่ใช่กล้องที่ดีที่สุดของ iPhone แต่เป็นกล้องบน iPhone ที่แพงที่สุด” ถ้าอยากเน้นเรื่องประสิทธิภาพกล้องแบบเน้น ๆ เชียร์ว่าไปมอง iPhone 18 Pro จะดีกว่าค่ะ
ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง iPhone Duo



ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า iPhone Duo


เทียบภาพถ่าย iPhone Duo และ Galaxy Z Fold8



ฟีเจอร์กล้องเจ๋ง ๆ ที่ใช้งานได้บน iPhone Duo มีอะไรบ้าง
ถึงแม้ว่ากล้องหลัง + กล้องหน้าเซลฟี่ของ iPhone Duo จะยังไม่ใช่กล้องที่เทพที่สุดหากพูดถึง iPhone แต่ด้วย Form Factor ที่ทำให้พับและกางได้ขณะใช้งานถ่ายภาพหรือวิดีโอ ก็ทำให้มือถือจอพับเครื่องนี้มีโหมดหรือฟีเจอร์ที่น่าสนใจเพิ่มเข้ามาด้วย
- พับเครื่องวางในรูปแบบเต็นท์ (Tent) แล้วตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพ/วิดีโอได้เลย ไม่ต้องหาที่วางพิงหรือใช้คนมาถือให้
- ฟีเจอร์ Smart Take แค่ตั้งกล้องไว้แล้วโพสท่า ระบบจะถ่ายรูปให้โดยอัตโนมัติ (ไม่จำเป็นต้องชูฝ่ามือหรืออะไร แค่โพสท่า)
- ฟีเจอร์ Dual Preview ใช้จอด้านนอกและจอด้านในแสดง Preview พร้อมกัน ให้ฝั่งตรงข้ามเห็นภาพในเฟรมได้
- สามารเปิดแอปฯ กล้องแล้วสไลด์เพื่อเปลี่ยนไปใช้จอด้านนอกได้ เหมาะสำหรับการใช้งานเซลฟี่ด้วยกล้องหลังที่คุณภาพสูงกว่า


ข้อสรุปจากการทดลองใช้งาน iPhone Duo โดยทีมงาน DroidSans
ผลสรุปจากการที่ได้ลองใช้งาน iPhone Duo ตลอดช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกเลยว่าเป็นมือถือจอพับอีกรุ่นที่มีเสน่ห์และดูน่าสนใจไม่ใช่น้อย ต้องยอมรับค่ะว่าเป็นการลงมาเล่นตลาดจอพับครั้งแรกของ Apple ที่ทำให้ตลาดนี้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
สรุปคือถ้าอยากได้มือถือเครื่องเดียวที่ใช้ทำงานและได้จอใหญ่ iPhone Duo ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย หากใครที่เป็นผู้ใช้งาน iPhone User แล้วอยากสัมผัสประสบการณ์จอพับสักครั้ง แนะนำว่า “ซื้อ iPhone Duo พร้อมกับ Apple Care+ ไปเลยจะดีกว่า”
ราคาและการวางจำหน่าย
iPhone Duo มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว (Star White) และสีน้ำเงิน (Night Sky) เริ่มต้นที่ 79,900 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
- 12GB + 256GB ราคา 79,900 บาท
- 12GB + 512GB ราคา 87,900 บาท
- 12GB + 1TB ราคา 103,900 บาท
- 12GB + 2TB ราคา 127,900 บาท

Comment