หลายคนที่เคยเล่นเกมจากค่าย Riot Games น่าจะคุ้นเคยกับระบบ Anti-Cheat ของค่ายอย่าง Vanguard กันมาบ้าง ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการใช้โปรแกรมโกงในเกมอย่าง VALORANT และ League of Legends โดยเฉพาะ ซึ่งจุดเด่นสำคัญคือมันสามารถทำงานได้ลึกในระดับ Kernel หรือระดับเดียวกับแกนหลักของระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ตรวจจับการโกงได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบ Anti-Cheat ทั่วไป

แม้ Vanguard จะถูกออกแบบมาให้เข้มงวดและปลอดภัยมากแค่ไหน แต่สุดท้ายฝั่งผู้พัฒนาโปรแกรมโกงก็ยังคงพยายามหาช่องโหว่และพัฒนาวิธีหลบหลีกอยู่ตลอด โดยเฉพาะการโกงแบบ DMA (Direct Memory Access) ที่ใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายนอกเข้ามาอ่านข้อมูลในหน่วยความจำโดยตรง ทำให้สามารถหลบการตรวจจับของระบบ Anti-Cheat ระดับซอฟต์แวร์ได้ค่อนข้างดี และกลายเป็นปัญหาใหญ่ในเกมแข่งขันหลายเกมช่วงที่ผ่านมา

ล่าสุดประเด็นดังกล่าวกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมีผู้ใช้งานบน X (Twitter เดิม) หลายรายออกมาโพสต์อ้างว่า Vanguard เวอร์ชันอัปเดตใหม่ เริ่มจัดการกับอุปกรณ์โกงแบบ DMA อย่างหนักขึ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้งานผ่าน SATA หรือ NVMe

บัญชีผู้ใช้ชื่อ “@ogisadaDMA” ซึ่งเป็นบัญชีที่พูดถึงวงการ DMA Cheat ได้โพสต์ข้อความระบุว่า Vanguard เวอร์ชันล่าสุดสามารถ “บล็อก” Firmware ของอุปกรณ์ DMA จำนวนมากได้ผ่านระบบ IOMMU (Input–Output Memory Management Unit) พร้อมอ้างว่าหลังเกิดการแจ้งเตือนในเกม ตัวอุปกรณ์จะไม่สามารถใช้งานได้อีก แม้จะถอน Vanguard หรือปิดเกมไปแล้วก็ตาม และวิธีแก้มีเพียงการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่

และหากเป็นไปตามที่โพสต์ดังกล่าวอ้างว่า วิธีแก้มีเพียงการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ นั่นหมายความว่าไดรฟ์ที่ได้รับผลกระทบอาจไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเดิมได้ตามปกติอีกต่อไป หรือพูดง่าย ๆ คือ หากไม่มีการสำรองข้อมูลไว้ก่อน ไฟล์งาน รูปภาพ หรือข้อมูลสำคัญในไดรฟ์นั้นก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เปิดไม่ได้ไปโดย

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า ระบบดังกล่าวอาจทำให้ Firmware ของอุปกรณ์บางชนิดเสียหายหรือใช้งานไม่ได้ชั่วคราว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในชุมชนเกม โดยเฉพาะในประเด็นด้านกฎหมายและจริยธรรม ว่าระบบ Anti-Cheat ควรมีสิทธิ “ตอบโต้” ฮาร์ดแวร์ของผู้ใช้งานได้มากแค่ไหน แม้จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการโกงเกมก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยกลับมองว่าเป็นเรื่อง “สมน้ำหน้า” สำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรมโกง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาแฮกเกอร์และผู้เล่นใช้ DMA Cheat สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อเกมแข่งขันออนไลน์ โดยเฉพาะเกม FPS ที่ต้องอาศัยความแม่นยำและความยุติธรรมในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานทางเทคนิคหรือคำยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Riot Games ว่า Vanguard สามารถ “ทำลาย” SSD, HDD หรือ Firmware ของผู้เล่นได้จริง รวมถึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าระบบดังกล่าวส่งผลต่อเครื่องของผู้เล่นทั่วไปที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์โกงแต่อย่างใด

แม้ตอนนี้ Riot Games จะยังไม่ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ดราม่าครั้งนี้ก็ทำให้ชื่อของ Vanguard กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง โดยเฉพาะในเรื่อง “ขอบเขต” ของระบบ Anti-Cheat ว่าควรมีสิทธิ์เข้าถึงหรือควบคุมฮาร์ดแวร์ของผู้ใช้งานได้มากแค่ไหน

ที่ผ่านมา Vanguard เองก็เคยถูกวิจารณ์อยู่หลายครั้งเกี่ยวกับประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย เนื่องจากตัวระบบสามารถทำงานได้ลึกในระดับ Kernel และเริ่มทำงานตั้งแต่เปิดเครื่อง ทำให้ผู้เล่นบางส่วนมองว่ามันมีอำนาจเข้าถึงระบบมากเกินไป และตั้งคำถามว่าในอนาคตระบบลักษณะนี้อาจส่งผลต่อข้อมูลหรือฮาร์ดแวร์ของผู้ใช้งานได้หรือไม่ แม้ Riot จะยืนยันมาตลอดว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโกงเกมเท่านั้นก็ตาม

ถึงแม้เรื่อง “Vanguard ทำ SSD/HDD พัง” จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนในตอนนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่าสงครามระหว่างผู้พัฒนา Anti-Cheat และผู้สร้างโปรแกรมโกง กำลังขยับจากระดับซอฟต์แวร์เข้าสู่ระดับฮาร์ดแวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกลายเป็นประเด็นด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และสิทธิผู้ใช้งานที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในอนาคต

ที่มา : X @ogisadaDMA, @Pirat_Nation, @Riot Games, Riot Games, VALORANT Support, The Verge, PC Gamer